หลังจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประกาศอุ้มน้ำมันดีเซลถึง 20.36 บาท เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมาซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์และสูงที่สุดในทุกชนิดน้ำมัน และก็ทำให้เงินของกองทุนเองติดลบไปแล้วถึง 12,605 ล้านบาท และรายงานข่าวสถานการณ์ปั๊มน้ำมันเริ่มติดป้ายน้ำมันหมด ประชาชนหาซื้อน้ำมันไม่ได้มาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯและอิสราเอลก็ดูไม่จบง่ายๆ ช่องแคบฮอร์มุซยังถูกอิหร่านปิดไปเพื่อใช้กดดันทั้งโลกที่ยังต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางทำให้ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วราคาน้ำมันดิบโลกที่วันนี้กลับลงมาอยู่ที่ 94 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แต่ก็ยังมีความกังวลว่าจะแตะถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
ทำให้มีคำถามตามมาว่ากองทุนน้ำมันจะอุ้มได้ถึงเมื่อไหร่ และอุ้มต่อไปโดยที่จะต้องกู้เงินด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาอุดถึง 100,000 ล้านบาท ซึ่งจะกลายเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะโดยที่ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะจบลงเมื่อไหร่วันไหน เพราะตอนนี้ดูเหมือนว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่าสงครามจะจบลงใน 4-5 สัปดาห์ก็คงไม่เป็นจริงแล้วและต่อให้จบโครงสร้างการผลิตน้ำมันก็ใช่ว่าจะฟื้นกลับมาได้ทันที
จนเมื่อวานนี้หลังศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ประชุมกันถึงการรับมือผลกระทบจากสงคราม อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้ข้อมูลและมาตรการรับมือสถานการณ์ที่เป็นอยู่ว่าน้ำมันดิบต้นทางสำรองเพียงพอ 101 วันและจะให้โรงกลั่นเดินเครื่อง 100% รวมถึงปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตรเริ่มที่วันนี้ไปชนเพดานที่ 33 บาท และบอกว่าการปรับตัวนี้จะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันได้ประมาณ 35 ล้านบาทต่อวัน
แต่ในสภาพที่ราคาจริงเกือบถึง 50 บาทแล้ว การขยับเพดานราคาน้ำมันขึ้นก็ดูจะลดภาระกองทุนน้ำมันไม่ได้มากจากที่กองทุนต้องแบกอยู่วันละหลักพันล้านบาท
สงครามไม่จบ แล้วกองทุนจะแบกได้อีกนานแค่ไหน?
“คำถามก็คือเราจะยอมให้แบกอย่างนี้ต่อไปมั้ย และใครจะเป็นคนตอบได้ว่าสถานการณ์จะหยุดเมื่อไหร่ ยิ่งแย่ไปใหญ่ แล้ววันนี้ก็มีข่าวเล็กๆ คือเกิดการปะทะกันระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน แต่อาจจะโดนข่าวน้ำมันหรือข่าวอิหร่านกลบไป”
รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งคำถามถึงความพยายามแบกราคาน้ำมันดีเซลของกองทุนน้ำมัน เพราะมองว่าสถานการณ์ทั่วโลกตอนนี้ ได้ขีดกฎเกณฑ์ใหม่แล้วว่าการที่สหรัฐฯ ไปชิงตัวผู้นำเวเนซูเอลา ตอนนี้เหมือนระเบียบโลกถูกเขียนใหม่ว่าใครมีอาวุธยุทโธปกรณ์อยากแสดงแสนยานุภาพก็ทำได้หมดเป็นเรื่องที่น่ากลัวและอันตราย เพราะอาจจะมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นที่อื่นได้อีกและอาจทำให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มจะสูงระดับ 100-120 เหรียญ/บาร์เรลไปสักระยะ

รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค ภาพจาก JustPow
เขาคำนวนภาระกองทุนน้ำมันที่จะต้องแบกต่อหากเป็นไปตามข่าวที่จะมีการกู้เงิน 100,000 ล้านบาท ว่าสุดท้ายก็อาจจะใช้อุดหนุนอยู่ได้ประมาณ 40 วันเท่านั้น โดยดูจากปัจจุบันที่อุ้มลิตรละ 20 บาททั้งที่ราคาดีเซลจริงตอนนี้อยู่ที่ 50 บาท โดยขายกดราคาไว้ที่ 30 บาท คนไทยใช้ประมาณ 100 ล้านลิตร/วันเท่ากับกองทุนต้องจ่ายแทนไปวันละ 2,000 ล้านบาทเท่ากับว่าที่ขอไป 100,000 ล้านบาทจะเหลืออยู่จริงๆ ประมาณ 85,000 ล้านบาท(หักชดเชยส่วนที่ติดลบไปแล้ว) เท่ากับว่า ครม.ชุดใหม่จะต้องยอมปล่อยให้กองทุนน้ำมันอยู่ในสภาวะเงินติดลบถึง 100,000 ล้านบาทมากเป็นประวัติการณ์
ดังนั้นไทยจะแบกราคาน้ำมันโดยเฉพาะราคาดีเซลต่อไปหรือจะค่อยๆ ปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามราคาจริงเพราะเข้าใจว่าคงปล่อยทีเดียวไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดผลกระทบกับประชาชนที่ไม่ได้เตรียมรับมือไว้ แต่ก็ต้องยอมรับความจริงด้วยว่าประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงาน ไม่สามารถแบกดีเซลแล้วให้ประชาชนที่ใช้เบนซินหรือใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่นต้องมารับภาระแทน
ทั้งนี้เมื่อถามว่าการปรับเพดานราคาขึ้นจะช่วยได้แค่ไหน หรือจะเป็นมาตรการที่น้อยไปและช้าไปหรือไม่นั้น
รักไทยมองว่า รมว.พลังงานก็คงเห็นแล้วว่า คงราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 30 บาทต่อไม่ได้แล้ว รัฐบาลเองก็เริ่มรับความจริงแล้วว่าต้องค่อยๆ ปล่อยให้ขยับขึ้นไปแทนที่จะปล่อยที่เดียวให้ขึ้นไปถึง 50 บาทซึ่งไม่มีใครเตรียมตัวทัน ก็คงลดการตรึงราคาน้ำมันดีเซลลงแล้วทยอยปรับราคาขึ้น แต่ก็คาดหวังกันระดับสัปดาห์ต่อสัปดาห์ว่าสถานการณ์โลกจะมีความเป็นไปได้ที่จะความตึงเครียดลดลงแค่ไหน หรือให้ดีที่สุดคือสถานการณ์กลับมาสู่ภาวะปกติแล้วจะไม่ต้องตรึงราคาน้ำมัน แต่เขาก็เชื่อว่าในสถานการณ์นี้ก็ต้องทยอยปล่อยราคาเป็นไปตามสถานการณ์ในแต่ละสัปดาห์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลบอกมีพอ แต่ประชาชนหาซื้อไม่ได้
อีกประเด็นที่สังคมดูกังขาเพราะในเมื่อรัฐบาลก็คอยบอกว่าไทยมีน้ำมันสำรองพอ แต่หน้าปั๊มก็ขึ้นว่าหมด ซึ่งก็ให้คำอธิบายมาว่าเพราะประชาชนมีการไปหาซื้อเพิ่มมากว่าสถานการณ์ปกติถึงเกือบ 2 เท่าตัวเพราะความตื่นตระหนกและเป็นปัญหาของการขนส่งที่ไม่สามารถส่งได้ทัน แต่ดูเหมือนประชาชนก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่
“เวลาบอกว่าเรามีสำรอง 100 วัน ไม่ได้หมายความว่าเรามี 100 วัน แต่เรามีอยู่ในมือ 40 กว่าวัน อีก 30 วันกำลังมาถึง และอีก 30 วันคือกำลังได้จากแหล่งน้ำมันเข้ามาเพิ่ม ก็คือเรามี 90-100 วันแล้ว แต่น้ำมันต้องเตรียมล่วงหน้าเดินทางมาจากตะวันออกกลางใช้เวลาเดินทางมาเอามากลั่นเป็นน้ำมันเบนซิน ดีเซล ปัญหาก็คือว่าถ้าเป็นตามรัฐบาลบอกเลยแล้วเราก็เชื่อแบบนั้น แต่ทำไมถึงเกิดปัญหาน้ำมันไม่พอแบบตอนนี้”
นอกจากนั้รักไทยอธิบายโครงสร้างผู้ค้าน้ำมันในตลาดไทยว่า ผู้เล่นในตลาดน้ำมันมี 3 กลุ่มคือ
- กลุ่มค้าน้ำมันตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรา 7 เช่น ปตท. บางจาก IRPC ไทยออยล์
- กลุ่มจ๊อบเบอร์ (กลุ่มที่ได้ตั๋วน้ำมัน) ที่ปกติจะเป็นผู้ส่งให้ผู้ซื้อเป็นทำอุตสาหกรรม
- กลุ่มปั๊มน้ำมันตามมาตรา 10 ที่แบ่งได้อีก 3 ส่วนคือ
- ปัั๊มใหญ่ อย่างเช่นปั๊ม ปตท.
- ปั๊มที่รายใหญ่ลงทุนร่วมกับเอกชน
- ปั๊มแฟรนไชส์ที่ใช้ชื่อแบรนด์ของรายใหญ่
รักไทย กล่าวว่าถ้ากลุ่มผู้ค้าตามมาตรา 7 ไม่ได้เป็นคนกักตุนตามที่รัฐบาลว่าจริงๆ คอขวดก็จะไปติดอยู่ที่กลุ่มที่ 2 และผู้ประกอบการในกลุ่มแฟรนไชน์หรือกลุ่มปั๊มหลอดที่ไม่ได้มีแบรนด์ซึ่งเป้นกลุ่มที่ควรจะเข้าไปตรวจสอบ เพราะแม้ว่าจะมีสถานการณ์ที่ประชาชนเกิดความวิตกแล้วไปเติมน้ำมันกันเยอะ แต่ว่าคนทั่วไปก็คงไม่มีใครกล้าซื้อไปเก็บกักตุนไว้เองเพราะอันตรายอย่างมากที่สุดก็อาจจะแค่เติมให้เต็มถังน้ำมันรถ
“ทำไมเขากักตุน สมมติว่าผมรู้ว่ายังไงรัฐบาลก็ต้องปล่อยขึ้นราคา วันนี้ผมซื้อมา 30 พรุ่งนี้เป็น 33 ผมกำไรทันที 3 บาทซึ่งถือว่าเยอะเพราะธุรกิจนับกันเป็นสตางค์ ผมมั่นใจเลยว่ามีการกักตุนแน่นอน”
อุ้มเฉพาะกลุ่ม ดันเปลี่ยนพฤติกรรมใช้พลังงาน
ทั้งนี้เมื่อวานก็มีข้อเสนอออกมาจากภาควิชาการที่ให้กองทุนน้ำมันเลิกอุ้มเหมาสำหรับทุกกลุ่ม แต่ให้อุดหนุนเฉพาะรายกลุ่ม เช่น ธุรกิจขนส่ง แต่จะช่วยสถานการณ์ได้แค่ไหน
รักไทยมองเรื่องนี้ส่วนตัวแล้วเขาเองก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะว่าผู้ใช้น้ำมันดีเซลมีหลายประเภทนอกจากการขนส่งแล้ว ยังมีโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องปั่นไฟดีเซล หรือกลุ่มรถหรูที่ใช้ดีเซลเหมือนกัน ซึ่งถ้ารัฐบาลอยากจะช่วยกลุ่มขนส่งเพื่อพยุงไม่ให้ค่าครองชีพสูงก็น่าจะไปลดการอุดหนุนดีเซล แต่เข้าไปสนับสนุนในแต่ละกลุ่มที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลแทน ซึ่งประชาชนเข้าใจได้และก็จะทำให้ประชาชนที่ใช้น้ำมันประเภทอื่นเข้าใจได้ว่าจะอุดหนุนดีเซลไปเพื่ออะไรและกลุ่มไหน
“การลดการอุดหนุนตามความเป็นจริงอันนี้ยิ่งเรายอมรับความจริงเท่าไหร่ การปรับเปลี่ยนปรับตัวเร็วก็จะอยู่รอดในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเราค่อยๆ เปลี่ยน ภาคขนส่งเปลี่ยนจากดีเซลมาใช้ LNG หรือเปลี่ยนมาเป็นรถไฟฟ้า รถบรรทุกหลายๆ แห่งอย่างจีนก็เป็นรถไฟฟ้าแล้ว เทคโนโลยีถึงก็ทำได้ เราต้องลดการอุดหนุนแล้วเอาเงินที่เก็บได้ตรงนี้มาสนับสนุนภาคขนส่งให้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ดีเซลหรือใช้น้อยลง”
อย่างไรก็ตาม เขาเองก็มีข้อเสนอว่าไทยเองก็ควรเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำมันได้แล้ว เพราะตอนนี้ก็มีทางเลือกอื่นนอกจากพลังงานฟอสซิลแล้ว แม้ว่าเมื่อน้ำมันขึ้นค่าไฟฟ้าก็ขึ้นตามมาด้วยแต่ขึ้นมาเต็มที่ก็คงไม่เกิน 4.7 บาท/ยูนิต แต่ก็ไม่ขึ้นเยอะเหมือนน้ำมันดีเซล
แต่นอกจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะเป็นปัจจัยที่จะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้แล้ว เขาก็เห็นว่ารัฐสามารถอุดหนุนให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมได้ด้วย
“ถ้าจะเอาเงินมาหนุนกองทุนน้ำมัน ในสถานการณ์ปกติเมื่อเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันมาก็เปลี่ยนไปอุดหนุนให้คนที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่น เช่น ไฟฟ้า LNG หรือ ไฮโดรเจน หรือเปลี่ยนขนส่งให้มาใช้รถบรรทุกไฟฟ้า ไปสนับสนุนตรงนั้นก็จะเป็นแรงจูงใจอีกทางหนึ่งที่ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนได้เร็วขึ้น”











