หนทางสู่สันติภาพในเมียนมาอาจแคบมาก เมื่อ มิน อ่อง หล่าย ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี

ที่มาของภาพ : AFP/GETTY IMAGES

Article Data
    • Author, โจนาธาน เฮด
    • Position, ผู้สื่อข่าวประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้,
    • Reporting from, รายงานจากกรุงเนปิดอว์ และกรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

เพียงเจ็ดวันหลังจากที่เขาตัดสินใจครั้งสำคัญในการทำรัฐประหารต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางออง ซาน ซูจี เมื่อ 1 ก.พ. 2021 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ให้คำมั่นสัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งและคืนอำนาจการปกครองสู่พลเรือนภายในหนึ่งปี

ทว่าเขากลับใช้เวลาถึงห้าปีในการทำตามคำมั่นที่ให้ไว้

วันนี้ รัฐสภาที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งได้เลือกเขาให้เป็นประธานาธิบดีคนถัดไป โดยพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแล้ว ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ก่อนที่เขาจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

แต่นี่เป็นเพียงการปกครองโดยพลเรือนแค่ในนามเท่านั้น

รัฐสภาซึ่งเปิดประชุมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การรัฐประหาร เต็มไปด้วยบุคคลผู้ภักดีต่อ มิน อ่อง หล่าย เนื่องจากกองทัพได้รับการรับประกันให้มีที่นั่งในสภาจำนวน 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ขณะที่พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา หรือยูเอสดีพี (Union Solidarity and Model Social gathering – USDP) ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ชนะการเลือกตั้งโดยได้เก้าอี้สมาชิกสภาส่วนที่เหลือเกือบ 80% ในการเลือกตั้งเอื้อประโยชน์อย่างมากต่อพวกเขา นี่เป็นผลลัพธ์ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นเหมือนพิธีราชาภิเษกมากกว่าการเลือกตั้งจริง ๆ

กลุ่มบุคคลทางการทหารก็มีแนวโน้มว่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในรัฐบาลใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้ให้การรับรองว่า พลเอก เย วิน อู พันธมิตรที่ภักดีของเขา ซึ่งเป็นผู้มีแนวคิดแข็งกร้าวและมีชื่อเสียงด้านความโหดร้าย จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพแทนเขา

นอกจากนี้ มิน อ่อง หล่าย ยังได้จัดตั้งสภาที่ปรึกษาขึ้นใหม่ ซึ่งจะมีอำนาจสูงสุดเหนือกิจการพลเรือนและกิจการทหาร เขาดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการถอดเครื่องแบบทหารของเขาจะไม่ทำให้พลังอำนาจของเขาลดลง

ที่มาของภาพ : Jonathan Head/ BBC

สำหรับผู้คนจำนวนมากในเมียนมา สิ่งต่าง ๆ จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะประเทศยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของเหล่าผู้นำทหาร

สำหรับนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่อย่าง จอว์ วิน (นามสมมติ) ความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงจบสิ้นลงไปทันที เขาคืออดีตนักศึกษาที่ถูกจับกุมจากการเข้าร่วมชุมนุมประท้วงแฟลชม็อบต่อต้านการรัฐประหารเมื่อปี 2022 และถูกทรมานนานนับสัปดาห์ก่อนที่จะถูกคุมขัง และเพิ่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อไม่นานมานี้

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue discovering outได้รับความนิยมสูงสุด

Discontinue of ได้รับความนิยมสูงสุด

“พวกเขาตีผมที่หลังด้วยแท่งเหล็ก พวกเขาเอาบุหรี่จี้ผม และใช้มีดกรีดที่ต้นขา จากนั้นพวกเขาก็ถอดกางเกงในของผมออกและล่วงละเมิดทางเพศ พวกเขาเค้นถามผม แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าพวกเขาต้องการให้ผมพูดอะไร”

จอว์ วิน กล่าวว่าความมุ่งมั่นของเขาต่อ “การปฏิวัติ” ซึ่งเป็นคำที่พวกนักเคลื่อนไหวใช้เรียก ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่เขารู้สึกว่าตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักจากภายในประเทศเมียนมา เขาจึงวางแผนที่จะหางานทำนอกประเทศ

ช่วงห้าปีนับตั้งแต่ มิน อ่อง หล่าย ก่อรัฐประหาร ถือเป็นหายนะอย่างยิ่งสำหรับเมียนมา

ดูเหมือนว่า มิน อ่อง หล่าย จะประเมินความโกรธแค้นของประชาชนที่จะเกิดขึ้นจากการยึดอำนาจผิดพลาดไปอย่างมหาศาล เพราะเป็นช่วงที่รัฐสภากำลังจะยืนยันวาระการดำรงตำแหน่งอีกสมัยของนางออง ซาน ซู จี และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี (Nationwide League for Democracy – NLD) ของเธอ หลังจากที่ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในเดือน พ.ย. 2020

การตัดสินใจของ มิน อ่อง หล่าย ในการใช้กำลังขั้นเด็ดขาดปราบปรามการประท้วงของมวลชนที่ปะทุขึ้นทั่วประเทศได้จุดชนวนไปสู่สงครามกลางเมืองที่คร่าชีวิตคนหลายพันคน ทำให้คนพลัดถิ่นฐานอีกหลายล้านคน และทำลายเศรษฐกิจของประเทศ

ระบอบเผด็จการทหารได้เสียการควบคุมพื้นที่ขนาดใหญ่ของประเทศให้กับกลุ่มต่อต้านติดอาวุธ กองทัพได้ตอบโต้ด้วยการใช้กำลังทางอากาศโจมตีหมู่บ้านที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่เลือกเป้าหมาย ซึ่งส่งผลให้โรงเรียน บ้านเรือน และโรงพยาบาลถูกทำลาย

นี่เป็นยุทธวิธีทางทหารที่ใช้กันมาอย่างยาวนานในเมียนมา ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อว่า “เดอะ โฟร์ คัทส์” (the four cuts) อันมีเป้าหมายในการทำลายชุมชนต่าง ๆ ที่สนับสนุนกลุ่มก่อความไม่สงบ และด้วยความช่วยเหลือจากจีนและรัสเซีย คณะเผด็จการทหารได้ยึดคืนพื้นที่บางส่วนที่สูญเสียไปในช่วงสองปีที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ : Jonathan Head/ BBC

แม้ว่าจะมีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นทั่วประเทศ แต่รัฐบาลทหารของเมียนมาก็ยังคงจัดพิธีเดินขบวนสวนสนามทางทหารอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี

ดังนั้นระหว่างที่เขามาเป็นประธานในพิธีสวนสนามของกองทัพเมียนมาเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นพิธีที่จัดขึ้นทุกปีในเมืองหลวงกรุงเนปิดอว์ เราได้ฟังอย่างตั้งใจเพื่อหานัยในสุนทรพจน์ของเขาที่เป็นการสะท้อนหรือความเสียใจต่อความเสียหายจากการรัฐประหารที่เขาได้ก่อขึ้น ทว่ากลับไม่มีใจความใด ๆ เช่นนั้น

แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เรากลับได้ฟังคำชี้แจงที่ไม่มีการขอโทษเช่นเดิมเกี่ยวกับการแทรกแซงของกองทัพ ซึ่งเราเคยได้ยินมาหลายครั้งแล้ว เขากล่าวว่าทหารมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการ “มีส่วนร่วมเชิงสร้างสรรค์ในกิจการการเมืองของชาติ” และเป็นพวกเขาเองที่รักษาประชาธิปไตยแบบหลายพรรคให้อยู่รอด

ผู้ที่คัดค้านการปกครองของทหารเป็น “กลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธ” ที่ได้รับการสนับสนุนจาก “ผู้รุกรานชาวต่างชาติและนักฉวยโอกาสทางการเมืองให้กับตัวเอง” ไม่มีข้อความใดในคำปราศรัยที่บ่งชี้ว่า มิน อ่อง หล่าย ในอาภรณ์ของพลเรือนจะปกครองเมียนมาแตกต่างไปจากที่เขาเคยทำมาก่อนภายใต้เครื่องแบบของกองทัพ

“ความขัดแย้งในเมียนมาจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก” ซู มอน นักวิเคราะห์อาวุโสจากองค์กร ACLED องค์กรที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความขัดแย้งด้านอาวุธกล่าว

“ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ พลเอก เย วิน อู เป็นผู้ที่จงรักภักดีคนหนึ่งซึ่งครอบครัวของเขามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับครอบครัวของ มิน อ่อง หล่าย เขายังมีแนวโน้มว่าจะเดินตามรอยของพลเอกอาวุโส โดยสิ่งแรกสุดที่เขาจะทำคือการยึดคืนดินแดนที่สูญเสียไป เพราะตอนนี้ฝ่ายต่อต้านยังคงควบคุมพื้นที่เมืองต่าง ๆ ไว้ 90 แห่ง ซึ่งนั่นหมายความว่าจะมีการโจมตีทางอากาศและโดรนในพื้นที่พลเรือนที่กลุ่มต่อต้านยึดครองเพิ่มขึ้นอีก รวมถึงการเผาทำลายทุกอย่างบนภาคพื้นมากกว่าเดิม”

รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (Nationwide Cohesion Executive – NUG) หรือรัฐบาลเงา ซึ่งเป็นตัวแทนของคณะฝ่ายบริหารที่ถูกโค่นล้มจากการรัฐประหารและเคลื่อนไหวจากพื้นที่ที่ฝ่ายต่อต้านควบคุมใกล้กับชายแดนประเทศไทย ก็ยังคงไม่เปลี่ยนท่าทีเช่นกัน

รัฐบาลเงานี้ประสบความยากลำบากในการบังคับใช้อำนาจเหนือกลุ่มติดอาวุธหลายต่อหลายกลุ่มที่ปฏิบัติการอยู่ทั่วเมียนมา แต่พวกเขายังคงมีมุมมองว่าทั้งรัฐบาล รัฐสภาชุดใหม่ และการเลือกตั้งครั้งล่าสุดล้วนแต่ไม่มีความชอบธรรม และยืนกรานว่าฝ่ายตนจะสู้รบต่อไปเพื่อล้างทหารออกจากการเมืองและสถาปนารัฐธรรมนูญของสหภาพขึ้นใหม่

“นี่ไม่ใช่เวลาจะมาประนีประนอม” เนย์ โฟน ลัต โฆษกของรัฐบาลเงากล่าว “หากว่าทหารไม่สามารถยอมรับเป้าหมายของเรา การปฏิวัติก็จะดำเนินต่อไป เราต้องเดินหน้าต่อไป ถ้าเราล้มเลิกตอนนี้ คนรุ่นต่อไปและประชาชนของเราจะทุกข์ทรมานเสียยิ่งกว่าเดิม”

ที่มาของภาพ : Lulu Luo/ BBC

หลังจากความขัดแย้งดำเนินมาห้าปี คนเมียนมาต่างเหนื่อยล้าและไม่แน่ใจเกี่ยวกับอนาคตของตนเอง

การรัฐประหารของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ

องค์การสหประชาชาติประเมินว่าตอนนี้ประชาชนเกินกว่า 16 ล้านคนจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือชีวิต ขณะที่จำนวนผู้พลัดถิ่นจากสงครามใกล้จะถึง 4 ล้านคน ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงได้ทำลายมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนลงจนหมดสิ้น

วิกฤตดังกล่าวยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยภาวะการขาดแคลนพลังงานเชื้อเพลิงอันมีสาเหตุมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

เมียนมานำเข้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 90% ของปริมาณการใช้งานทั้งประเทศ โดยส่วนมากมาจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งขณะนี้จำกัดการส่งออก น้ำมันเบนซินและดีเซลถูกจำกัดการใช้ และราคาพลังงานที่แต่เดิมสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยอย่างมากอยู่แล้ว ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ความแตกต่างระหว่างตอนนี้กับเมื่อสิบปีที่แล้วเหมือนกลางคืนกับกลางวัน” ติน อู คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตอุตสาหกรรมหล่าย ทาร์ยาร์ (Hlaing Tharyar) ในกรุงย่างกุ้งกล่าว “เราหาเงินได้ไม่พอแม้แต่จะจ่ายค่าเช่าและค่าอาหาร”

เขามีความเชื่อมั่นในรัฐบาลชุดใหม่น้อยมาก

“พวกเขาไม่สนใจเรื่องของพวกเราหรอก เรายังคงต้องพึ่งพาช่วยเหลือตัวเอง ทุกวันนี้หากคุณพยายามทำมาหากินอย่างซื่อสัตย์ง่าย ๆ ก็ยากที่จะเอาตัวรอด แต่ถ้าคุณโกงคุณก็จะกลายเป็นคนร่ำรวย”

ภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากเป็นพิเศษสำหรับธุรกิจต่าง ๆ ในเมียนมา เพราะธุรกิจจำนวนมากพึ่งพาเครื่องปั่นไฟในการผลิตไฟฟ้า โดยโครงข่ายไฟฟ้าในย่างกุ้งส่วนใหญ่จ่ายไฟได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น

ที่มาของภาพ : Lulu Luo/ BBC

ติน อู บอกว่าชีวิตในแต่ละวันกลายเป็นเรื่องยากลำบากอย่างมาก

ในทางตันที่ไร้ความหวังนี้ มยา อาย อดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมืองซึ่งถูกคุมขังในคุกทหารเป็นเวลาหลายปี ได้ส่งเสียงแห่งเหตุผลและความอดกลั้นซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในสัปดาห์นี้ เขาแย้งว่าหนทางเดียวที่จะออกจากวิกฤตนี้คือการหาทางประนีประนอมระหว่างทหารและฝ่ายต่อต้านที่มีอยู่จำนวนมาก

เขาได้ก่อตั้งสภาชุดใหม่ขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อรวบรวมผู้คนที่เห็นด้วยกับแนวทางของเขา และเรียกร้องให้เกิดช่องทางการพูดคุยรวมถึงการปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมด เขามีบุคคลทางการเมืองที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมอยู่ด้วยไม่กี่คน แต่อ้างว่าเขากำลังพูดคุยในทางลับกับคนอีกมากมาย

“การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่ทางออก” เขากล่าว “มันคือเกมที่ มิน อ่อง หล่าย เล่นกับประชาชนของเขา อีกทั้งเราก็ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้ากับรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้ แต่ประชาชนก็เหนื่อยหน่ายกับสถานการณ์นี้ หากเราไม่หาทางออก ประเทศจะล่มสลาย แม้ในความจริงประเทศก็อยู่ในสภาวะล่มสลายอยู่แล้ว”

เขาแย้งด้วยว่าหากผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยอย่างนางออง ซาน ซูจี ได้รับการปล่อยตัวออกมา เธออาจมีบทบาทเป็นผู้ตัดสินใจค้นหาหนทางประนีประนอมที่ยอมรับกันได้ทุกฝ่าย แม้ว่าเธอจะมีอายุ 80 ปีแล้วก็ตาม

มีกระแสข่าวว่า มิน อ่อง หล่าย อาจปล่อยตัวเธอในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในปีนี้ เมื่อเขาสามารถบรรลุความทะเยอทะยานที่จะเป็นประธานาธิบดีได้ในที่สุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจก่อรัฐประหาร

แต่หากมีเส้นทางใดที่จะนำไปสู่สันติภาพในเมียนมา แน่นอนว่ามันจะต้องเป็นทางที่แคบมากทางหนึ่ง และในตอนนี้ นี่ไม่ใช่เส้นทางที่ดูเหมือนว่าผู้ปกครองกองทัพของประเทศมีแนวโน้มจะเดินไปตามนั้น