
สู้รบชายแดนขยายเป็น 7 จังหวัด จรวดกัมพูชาตกใกล้ รพ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

ที่มาของภาพ : Reuters
สถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาเข้าสู่วันที่สี่ ทำให้พื้นที่ 7 จังหวัดของไทย และ 4 จังหวัดของกัมพูชา ได้รับผลกระทบ ส่งผลต่อชีวิตผู้คนนับแสนที่ต้องย้ายออกจากหมู่บ้านไปพึ่งพิงศูนย์หลบภัยชั่วคราว
จนถึงตอนนี้ มีทหารไทยเสียชีวิตอย่างน้อย 5 นาย และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 68 นาย ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา ทหารเสียชีวิต 61 นาย ส่วนตัวเลขผู้บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้ จากข้อมูลของกองทัพภาคที่ 2
นอกจากนี้ ยังมีตำรวจตระเวนชายแดนของไทยบาดเจ็บทั้งหมด 16 นาย จากการแถลงของ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตำรวจ)
พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวว่ามีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย จากการโจมตีของฝ่ายไทย โดยหนึ่งในนี้เป็นทารก 1 ราย และมีพลเรือนบาดเจ็บ 46 ราย แต่ไม่มีการรายงานตัวเลขกำลังพลที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลในเวลา 17.00 น. ของวันที่ 10 ธ.ค.
อย่างไรก็ดี .ไม่สามารถยืนยันตัวเลขที่ทั้งสองฝ่ายกล่าวอ้างได้อย่างอิสระ
7 จังหวัดของไทยได้รับผลกระทบ หลังเกิดการขยายแนวปะทะ
การสู้รบแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้มี 7 จังหวัดของไทยที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และ ตราด
รายงานจากกองทัพภาคที่ 2 เมื่อเวลาประมาณ 09.18 น. ของวันนี้ (10 ธ.ค.) ระบุว่าเกิดการสู้รบตั้งแต่เวลา 05.20 น. เป็นต้นมา ในพื้นที่ 11 แนวรบ โดยมีแค่เพียงแนวรบช่องสะงำใน จ.ศรีษะเกษ เท่านั้นที่ยังไม่มีรายงานการปะทะ
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุดof ได้รับความนิยมสูงสุด
สำหรับพื้นที่แนวรบในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ที่ยังเกิดการยิvหรือปะทะกันเป็นระยะ ๆ และยังไม่ยุติลง มีดังนี้
จ.บุรีรัมย์
- แนวรบช่องสายตะกู
จ.สุรินทร์
- แนวรบช่องจอม-ช่องเปรอ-ช่องระยี
- แนวรบปราสาทคนา
- แนวรบปราสาทตาควาย
- แนวรบช่องกร่าง
- แนวรบปราสาทตาเมือนธม
จ.ศรีสะเกษ
- แนวรบพระวิหาร (ช่องซำแต-โดนตวล-ภูผี-สัตตะโสม-พนมประสิทธิโส-ช่องตาเฒ่า)
- แนวรบพระวิหาร (ปราสาทพระวิหาร-ผามออีแดง-ห้วยตามาเรีย)
- แนวรบภูมะเขือ-ช่องโดนเอาว์-พลาญยาว-พลาญหินแปดก้อน
จ.อุบลราชธานี
- แนวรบช่องบก
- แนวรบช่องอานม้า
นอกจากนี้ ทางกองทัพภาคที่ 2 ยังรายงานด้วยว่าเมื่อเวลา 08.40 น. มีจรวด BM-21 ของกัมพูชาตกใกล้กับโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ รวมถึงพื้นที่โดยรอบ จำนวน 6 นัดด้วยกัน
ทางศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 (ศปก.ทก.2) จึงเคลื่อนย้ายบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยหนักเข้าพื้นที่หลบภัย และสั่งให้กองพันเสนารักษ์ที่ 6 เข้าปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนโรงพยาบาลพนมดงรักต่อไป
ด้าน พ.ท.ฐิติพงษ์ เฟื่องจันทร์ ผู้ช่วยโฆษก ศปก.ทก.2 แถลงว่าในห้วงคืนที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชาระดมโจมตีช่องบก ช่องอานม้า โดยเฉพาะเนิน 677 ด้วยฝูงโดรนกว่า 80 เที่ยว
ขณะเดียวกันก็ใช้จรวด BM-21 โจมตีเพื่อเข้ายึดภูมะเขือ รวมถึงใช้รถถังและอาวุธเล็งตรงยิvมาจากที่ตั้งบนเขาพระวิหาร เป้าหมายคือฝ่ายไทยที่อยู่บริเวณสถูปคู่และห้วยตามาเรีย
สำหรับบริเวณช่องระยี ทางฝ่ายไทยยิvทำลายที่ตั้งแอนตี้โดรน (anti-drone) บริเวณทิศใต้ช่องจอมเพื่อสนับสนุนการกวาดล้างกัมพูชาบริเวณสวนมะม่วงที่ปลูกล้ำเส้นปฏิบัติการเข้ามาบริเวณดังกล่าว
ส่วนบริเวณปราสาทคนา ทางกัมพูชาใช้จรวด BM-21 ระดมยิvเข้ามา “โดยไม่คำนึงถึงกำลังฝ่ายเดียวกันที่วางกำลังต้านทานการเข้าควบคุมพื้นที่ของฝ่ายเรา”

ที่มาของภาพ : กองทัพภาคที่ 2
ด้านกองทัพภาคที่ 1 รายงานเมื่อเวลา 09.00 น. ของวันนี้ว่ามีการปะทะใน 3 แนวรบหลักที่ จ.สระแก้ว ได้แก่ แนวรบบ้านคลองแผง อ.ตาพระยา, แนวรบบ้านหนองจาน อ.โคกสูง, และแนวรบบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง ซึ่งทางกัมพูชายิvจรวด BM-21 ตกลงในหมู่บ้าน แต่ยังไม่มีรายงานการสูญเสีย
ขณะเดียวกัน ทางจังหวัดสระแก้วขอความร่วมมือประชาชนงดใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 348 ช่วงแก้วเพชรเพลอย-ช่องตะโก อำเภอตาพระยา จ.สระแก้ว ไปอำเภอโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนตึงเครียดมากขึ้น
ส่วนกองทัพเรือ (ทร.) รายงานเมื่อเวลา 10.00 น. ของวันนี้ว่ากองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ยิvปืนครกทำลายฐานสแกมเมอร์ในพื้นที่ทมอดา จ.โพธิสัตว์ ตรงข้าม ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด
ทร.อ้างว่าพื้นที่นี้มีสไนเปอร์และอาวุธยุทโธปกรณ์ “เตรียมถล่มอธิปไตยไทยจากที่สูง”
อย่างไรก็ตาม .ไม่สามารถยืนยันข้อกล่าวอ้างของ ทร. ได้อย่างอิสระ

ที่มาของภาพ : ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ
ในการแถลงข่าวรอบเย็นวันนี้ (16.00 น.) ของศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทาง พล.ร.ต.สุรสันต์สรุปสถานการณ์ตลอดทั้งวัน โดยให้ข้อมูลว่านับตั้งแต่เวลา 05.20 น. เป็นต้นมา ฝ่ายกัมพูชายิvด้วยกระสุนปืนใหญ่เข้ามาตลอดแนวชายแดน 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ทำให้ทหารไทยจำเป็นต้องปฏิบัติการป้องกันดินแดน
นอกจากเป้าหมายทางทหารแล้ว โฆษกกระทรวงกลาโหมบอกว่าฝ่ายกัมพูชายังโจมตีเป้าหมายพลเรือนในไทยด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่แม่นยำของจรวด BM-21 โดยเขานำเสนอภาพบ้านเรือนใน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งได้รับความเสียหายจากอาวุธดังกล่าว
น.อ.นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงเพิ่มเติมในปฏิบัติการที่ชื่อว่า “ตราดปราบปรปักษ์” บอกว่าทาง ทร. ดูแลพื้นที่บ้านชำราก และการทำงานต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. เป็นต้นมานั้น ทาง ทร. มีความพยายามทำลายอาวุธยิvสนับสนุนของฝ่ายตรงข้าม “เพื่อไม่ให้สามารถต่อกรกำลังพลของเราที่เข้ายึดพื้นที่ได้”

ที่มาของภาพ : ศูนย์แถลงข่าวร่วม
ผู้ช่วยโฆษก ทร. นำเสนอภาพพื้นที่เป้าหมายทหารดังกล่าวระหว่างการแถลงข่าว ซึ่งแสดงให้เห็นสิ่งที่เขาบอกว่า “เป็นหลุมปืนของฝ่ายกัมพูชาที่วางกำลังอยู่โดยรอบ และยิvสนับสนุนในพื้นที่บ้านสามหลังของเรา”
น.อ.นรากล่าวต่อว่า ได้ทำลายบ้านในภาพแล้ว 100% แต่ยังมีทหารของกัมพูชาหลงเหลืออยู่แล้วหลบตามแนวคูเลต ส่งผลให้ไม่สามารถนำทหารราบของนาวิกโยธินเข้าไปยึดพื้นที่ได้ เนื่องจากมีการต่อต้านจากปืนใหญ่และปืน ค. จากฝ่ายตรงข้าม
“ปฏิบัติการเมื่อวานและวันนี้ คือความพยายามริดรอนภัยคุกคามที่จะมีผลต่อกำลังพลของเรา” เขากล่าว และยืนยันว่าเป็นการตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามที่ได้สัดส่วนและสมเหตุสมผล เพราะไม่ได้ทำลายให้ราบเป็นหน้ากลอง แต่ทำลายให้หมดความเป็นภัยคุกคามเท่านั้น
ทางพล.ร.ต.สุรสันต์เสริมว่า ฝ่ายไทยมีหลักฐานว่าไม่ว่าจะเป็นพื้นที่บ้านสามหลังหรือกาสิโนร้างทมอดา เป็นแหล่งสั่งสมอาวุธของฝ่ายตรงข้าม ทางไทยจึงจำเป็นต้องทำลายขีดความสามารถของฝ่ายกัมพูชาด้วยเหตุผลป้องกันตนเอง
ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตำรวจ) ในเวลาราว 10.00 น. ฐาน ตชด. ใน จังหวัดศรีสะเกษ ถูกโจมตีด้วยจรวด BM-21 และโดรนสังหาร ทำให้กำลังพลบาดเจ็บ 8 นาย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต รวมจำนวน ตชด. บาดเจ็บทั้งหมด 16 นาย นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะระลอกที่สอง
จากจำนวน ตชด.ที่ได้รับบาดเจ็บ 16 นาย มีทั้งหมด 12 นายที่อยู่ระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล ส่วนอีก 4 นาย แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้
ทาง ตำรวจ ยังยกระดับการคัดกรองบุคคลที่เดินทางเข้าประเทศ ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ เพื่อป้องกันการแฝงตัวเข้ามาในประเทศทุกรูปแบบ รวมถึงสั่งให้มีการตรวจสอบที่พักอาศัยชาวต่างด้าว เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีลอบมาก่อเหตุไม่สงบ
นอกจากนี้ ทาง ตำรวจ ยังดำเนินการตามแผนที่ชื่อว่า “แผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง” เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับพี่น้องประชาชน
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตำรวจ) ยังสั่งการให้โรงพยาบาลตำรวจ รวมถึงโรงพยาบาลอื่น ๆ ในสังกัดเตรียมตัวปฏิบัติหน้าที่ และเชิญชวนข้าราชการตำรวจ รวมถึงประชาชน ช่วยกันบริจาคโลหิตสำรองเพื่อรับมือสถานการณ์ในครั้งนี้
ด้าน พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ (กองทัพอากาศ) ชี้แจงว่าตลอดสามวันที่ผ่านมา ทาง กองทัพอากาศ ได้ปฏิบัติการสนับสนุนทางบกตลอดแนวชายแดน ทั้งในส่วนของกองกำลังสุรนารีและกองกำลังบูรพา
สำหรับคำถามที่มีผู้ถามระหว่างการแถลงข่าวช่วงเย็นว่า กองทัพอากาศจะปฏิบัติการในพื้นที่เชิงลึกเมื่อไรนั้น เขาบอกว่าเป็นคำถามค่อนข้างละเอียดอ่อน
“แต่ขออนุญาตตอบแบบนี้ครับ หากมีการพิสูจน์ทราบอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นจากข่าวกรอง หรือข้อมูลใด ๆ ว่าฝั่งกัมพูชายังมีความตั้งใจที่จะใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อการโจมตีเป้าหมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่สำคัญต่าง ๆ กองทัพอากาศมีความพร้อม และสามารถปฏิบัติเชิงลึก…เป้าหมายในพื้นที่ประเทศกัมพูชาได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าภัยคุกคามนั้นมีการพิสูจน์ทราบชัดเจนมากน้อยแค่ไหน” โฆษก กองทัพอากาศ กล่าว
ในส่วนของกองทัพบก ทาง พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.) บอกว่าพื้นที่ที่ฝ่ายไทยสามารถยึดได้ 100% อยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ซึ่งอยู่ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1
ในส่วนกองทัพภาคที่ 2 พื้นที่ที่ควบคุมได้แล้ว คือ บริเวณปราสาทคนาซึ่งมีอยู่ 4 ที่หมาย แต่ทางฝ่ายไทยควบคุมได้เพียง 2 ที่หมาย
เขากล่าวต่อว่าที่หมายอื่น ๆ กองทัพบกยังไม่สามารถเข้าไปควบคุมพื้นที่ได้ แต่มีความพยายามปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง
สำหรับกรณีที่มีรายงานฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนรถดาวเทียมและรถจรวด PHL-03 เข้าพื้นที่ จ.กำปงธม เข้ามานั้น
พล.ต.วินธัยบอกว่าเป็นการแจ้งข่าวสารไม่ให้ประชาชนประมาท แต่เชื่อว่าทางฝ่ายกัมพูชาไม่น่าใช้อาวุธชนิดดังกล่าวในการปะทะครั้งนี้ เนื่องจากยิvได้ในระยะไกลเกินว่ากรอบแนวปะทะที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้นขอให้ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก
โฆษก ทบ. ให้คำมั่นว่าทางกองทัพภาคที่ 2 มีแผนตั้งรับอาวุธชนิดนี้แล้ว แต่ขอสงวนสิทธิ์บอกรายละเอียด
ด้านกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาออกมาชี้แจงแล้วว่าข่าวการเคลื่อนย้ายรถดาวเทียมและรถจรวด PHL-03 ใน จ.กำปงธมเป็นข่าวลวง
ผลกระทบต่อพลเรือนไทย
โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่าเหตุปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชาทำให้มีประชาชนในพื้นที่ชายแดนของไทยกว่า 4 แสนคนต้องอพยพไปยังศูนย์หลบภัยชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย
ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยวันนี้ว่าทางกระทรวงฯ สั่งปิดสถานศึกษาเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เพื่อความปลอดภัยของครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา
ขณะเดียวกัน ได้จัดตั้งให้โรงเรียนในพื้นที่ปลอดภัยจำนวน 102 แห่ง เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง
รมว.ศธ. ยังมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สนับสนุนนักเรียนอาชีวะเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจ ทั้งติดตั้งระบบไฟฟ้า พัฒนาระบบโรงครัวพระราชทานที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ไปจนถึงกำลังพลสนับสนุนการจัดส่งยุทธภัณฑ์ของทหาร รวมถึงจัดนักศึกษาช่วยทำอาหารและดูแลประชาชนภายในศูนย์พักพิง
หากสถานการณ์คลี่คลาย ทาง ศธ. จะส่งศูนย์ Fix It Center ลงพื้นที่ซ่อมแซมอุปกรณ์ทำมาหากิน เครื่องจักรการเกษตร และครุภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้เร็วที่สุด
ส่วนกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศปิดโรงพยาบาลเพิ่มอีก 2 แห่ง รวมเป็น 10 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลน้ำยืน โรงพยาบาลนาจะหลวย โรงพยาบาลน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี
โรงพยาบาลกันทรลักษณ์ และ โรงพยาบาลภูสิงห์ ใน จังหวัดศรีสะเกษ, โรงพยาบาลบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์, และโรงพยาบาลตาพระยา โรงพยาบาลโคกสูง จ.สระแก้ว
กองทัพบกระบุว่า ทีมแพทย์ทหารและชุดเยียวยาจิตใจ (MCAAT) ร่วมมือกับ สธ.จังหวัด เพื่อดูแลด้านสาธารณสุขให้ประชาชนที่อยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวอย่างรอบด้าน
นอกจากนี้ กองทัพบก (ทบ.) ยังจัดส่งหญ้าแห้งและอาหารสัตว์ไปยังพื้นที่วิกฤต เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามแนวชายแดนที่เคลื่อนย้ายปศุสัตว์ไม่ทัน
โฆษกกระทรวงกลาโหมของไทยยืนยันปฏิบัติการทางทหารยึดมั่นหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
ในการแถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จากศูนย์แถลงร่วม ช่วงเวลา 10.00 น. วันนี้ (10 ธ.ค.) พลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มการรุกราน แต่กัมพูชาต่างหากที่เป็นฝ่ายเริ่ม ไทยจึงจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพดินแดน
ปฏิบัติการทางทหารอยู่ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยเฉพาะการยึดมั่นในหลักป้องกันตนเองและการใช้กำลังอย่างได้สัดส่วน
เขาเน้นย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดของปฏิบัติการในครั้งนี้ คือพลเรือนต้องปลอดภัย มีการแยกเป้าหมายทางการทหารและพลเรือชัดเจน โดยการใช้กำลังทหารถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ไม่ใช่ทางเลือกแรก
“ไทยยึดสันติภาพแต่จะไม่ยอมให้ใครละเมิดอธิปไตยของไทย” โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว และเสริมว่าสันติภาพต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชน
เขากล่าวต่อว่าฝ่ายไทย “ต้องการริดรอนขีดความสามารถของกองกำลังฝ่ายกัมพูชา” เพื่อไม่ให้สามารถโจมตีเป้าหมายของไทยได้ รวมถึงป้องกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะพยายามลดผลกระทบต่อพลเรือนให้เหลือน้อยมากที่สุด
ไม่ใช่แค่ทหารเท่านั้นที่อยู่ในแนวหน้า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจตราบ้านเรือนประชาชน เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพย์สินมีความปลอดภัยขณะที่พวกเขาต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว รวมถึงช่วยดูแลสัตว์เลี้ยงที่นำพาไปด้วยไม่ได้
กต.แถลงการทูตเชิงรุก
กระทรวงการต่างประเทศแถลงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงเที่ยงวันนี้ โดย นายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยนำแถลง
เรื่องแรกแถลงเรื่องการสื่อสาร โดยนายนิกรเดชระบุว่ารัฐบาลไทยได้ดำเนินการหลายด้านหลังเหตุปะทะเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม รวมถึงการส่งหนังสือประท้วงถึงกัมพูชา มีการบรรยายสรุปสถานการณ์ให้คณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศประจำประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พร้อมยืนยันว่าจะจัดการประชุมลักษณะนี้เป็นระยะ เพื่อให้ต่างประเทศรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์
นอกจากนี้ ไทยได้แจ้งต่อเลขาธิการสหประชาชาติและประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติถึงการละเมิดอธิปไตย โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชาโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมายจนประชาชนกว่า 400,000 คนต้องอพยพ พร้อมชี้แจงเหตุผลในการตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง และเรียกร้องให้ประชาคมโลกกดดันกัมพูชาเพื่อยุติการยั่วยุ
ทั้งนี้ยังกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศยังเดินหน้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับสื่อต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง เช่น CNN, BBC, Channel Knowledge Asia, Al Jazeera, Reuters และ The New York Cases
“การให้ข่าวเช่นนี้ก็ถือเป็นการดำเนินการเชิงรุกด้านประชาสัมพันธ์ ก็เพื่อให้ประชาคมระหว่างประเทศได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ที่รอบด้าน ที่ทันต่อเวลา และเพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลจากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเขาดำเนินการอย่างนี้มาต่อเนื่อง” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าว
สำหรับประเด็นอื่น ๆ ได้แก่ประเด็นการรายงานว่ามีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (AOT) ได้มีการลงพื้นที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม เพื่อรับฟังข้อมูลสถานการณ์และเยี่ยมทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะ พร้อมยืนยันว่าไทยยึดมั่นในความโปร่งใส เปิดให้กลไกอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง
ขณะเดียวกันได้ยืนยันว่าไทยได้แจ้งที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวาเกี่ยวกับการวางทุ่นsะเบิดใหม่ของกัมพูชา ซึ่งทำให้ทหารไทยทุพพลภาพถาวร 7 นาย และบาดเจ็บอีกหลายราย พร้อมเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบ และขอให้สหประชาชาติใช้กลไกตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงตามอนุสัญญา
และประเด็นสุดท้าย กล่าวถึงกรณีกระทรวงการต่างประเทศออกประกาศแจ้งเตือนคนไทยในกัมพูชาให้พิจารณาเดินทางออกจากประเทศ หากไม่มีเหตุจำเป็น และขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปกัมพูชาจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยย้ำว่าการแจ้งเตือนนี้ทำเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
อันวาร์โพสต์ยังไม่มีข้อสรุปหลังต่อสายผู้นำไทย-กัมพูชา
อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กในเวลา 15.forty five น. ระบุว่าตนได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาและไทย เพื่อหารือเกี่ยวกับความตึงเครียดที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนร่วมเมื่อวานนี้ (9 ธ.ค.)
เขาระบุในข้อความดังกล่าวว่า “ผมชื่นชมความเปิดกว้างและความตั้งใจของทั้งสองผู้นำที่จะเดินหน้าการเจรจา เพื่อบรรเทาความตึงเครียดและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจทำให้สถานการณ์ยกระดับมากขึ้น”
อันวาร์ระบุว่า แม้ยังไม่มีข้อสรุป แต่การเจรจาทางการทูตต่อเนื่องช่วยป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นอีกในช่วงเวลาวิกฤตนี้ และมาเลเซียจะสนับสนุนการพูดคุยอย่างสันติ การแก้ปัญหาบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เข้มแข็ง เพื่อปกป้องเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคที่เรามีร่วมกัน
ข้อความของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อช่วงเที่ยงวันนี้ (10 ธ.ค.) กระทรวงการต่างประเทศของไทยปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่าไทยตอบรับข้อเสนอหยุดยิvจากนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่มีมูลความจริง และนายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใด ๆ
กัมพูชาอ้างไทยโจมตีพื้นที่พลเรือนและมรดกทางวัฒนธรรม เตรียมฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ

ที่มาของภาพ : Reuters
รัฐบาลกัมพูชาออกแถลงการณ์รายงานสถานการณ์ล่าสุดวันที่ 10 ธ.ค. 68 เวลา 16.30 น. ระบุโดยกล่าวหาว่า กองทัพไทยได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง โดยจนถึงวันที่ 10 ธ.ค. ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิต 9 คน ซึ่งรวมถึงทารกหนึ่งคน และมีผู้บาดเจ็บ 46 คน ขณะที่ตัวเลขสะสมของประชาชนกัมพูชาที่ต้องอพยพรวม 37,115 ครอบครัว หรือเท่ากับ 127,133 ราย
กระทรวงกลาโหมกัมพูชากล่าวในช่วงท้ายของการแถลงข่าวว่า กัมพูชากำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกประณามการละเมิดของไทย และกดดันให้ไทยรับผิดชอบต่อการกระทำที่เข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม รวมถึงยุติการรุกรานและถอนกำลังออกจากดินแดนกัมพูชา
“กัมพูชา ซึ่งเป็นภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลดังกล่าว โดยกัมพูชาเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศประณามการละเมิดปฏิญญาร่วมของไทยอย่างรุนแรง รวมถึงการกระทำที่เข้าข่ายอาชญากรรมสงครามและกิจกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งเรียกร้องให้ไทยรับผิดชอบต่อการละเมิดที่โจ่งแจ้งเหล่านี้อย่างเต็มที่” พล.ท.หญิง มาลี กล่าว
การแถลงนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการแถลงครั้งแรกในเวลา 8.58 น. วันเดียวกันโดย พล.ท.หญิง มาลี อ้างว่าฝ่ายไทยยังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิvและแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยสันติภาพไทย-กัมพูชา ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 26 ต.ค. โดยใช้กำลังทหารและอาวุธหนักทุกประเภท ถือเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการกฎหมายระหว่างประเทศ
ในการแถลงครั้งแรก โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายังไล่เรียงเหตุการณ์แนวรบในภูมิภาคที่ 4 และภูมิภาคที่ 5 ของกัมพูชา โดยระบุว่าเวลา 05.20 น. กองทัพไทยเริ่มยิvเข้าไปในพื้นที่ปราสาทตามันใหญ่ (ในไทยเรียก ปราสาทตาเมือนธม) และเวลา 06.15 น. ขยายการยิvไปยังพื้นที่อันเสะห์ (ในไทยเรียก ช่องอานม้า) ก่อนจะใช้ปืนใหญ่โจมตีบ้านโคกในเวลา 07.05 น. จากนั้นมีการใช้เครื่องบินรบ F-16 ทิ้งsะเบิดและยิvต่อเนื่องไปยังปราสาทตากระบือ (ในไทยเรียก ปราสาทตาควาย) และหินดอน
สำหรับสถานการณ์ในภูมิภาคทหารที่ 5 ฝ่ายกัมพูชาระบุว่ากำลังทหารราบไทยพร้อมรถถังเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่บึงตระกวน ในเวลา 06.26 น. และเวลา 07.09 น. เพิ่มกำลังพลและรถถังจำนวนมาก ก่อนจะเคลื่อนเข้าสู่บ้านเปรยจันในเวลา 07.10 น.
ตอนหนึ่งของการแถลง พล.ท.หญิง มาลี อ้างว่าไทยโจมตีพื้นที่พลเรือนและมรดกทางวัฒนธรรมพร้อมระบุว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดทางวัฒนธรรมและมรดกของมนุษยชาติที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
“กองทัพไทยได้ยิvโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมาย ยิvเข้าไปในพื้นที่ชุมชนที่มีประชาชนอาศัยอยู่ โดยเฉพาะโรงเรียนเด็ก และยิvเข้าไปในปราสาทตากระบือ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกัมพูชา”
สำหรับตัวเลขผู้เสียชีวิต กระทรวงกลาโหมกัมพูชาเผยแพร่ในเวลา 15.14 น. ระบุว่ามีพลเรือนเสียชีวิตรวม 7 ราย
กระทรวงกลาโหมกัมพูชากล่าวอ้างว่า การตอบโต้จะมุ่งเป้าเฉพาะต่อกองทัพของไทย พร้อมยืนยันว่ากัมพูชายังคงปฏิบัติตามพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศและจะรักษาข้อตกลงหยุดยิvอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งเรียกร้องให้ไทยกลับมาปฏิบัติตามข้อตกลงที่ลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายังกล่าวเพิ่มเติมว่า กองกำลังกัมพูชาจะดำเนินภารกิจอย่างเข้มแข็งเพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศของตน
ด้านกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปะของกัมพูชาออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีของกองทัพไทยที่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนและแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญ รวมถึงปราสาทตากระบือซึ่งถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกัมพูชา
แถลงการณ์ระบุว่า “การกระทำที่น่ารังเกียจนี้สะท้อนถึงความไร้ศีลธรรมอย่างลึกซึ้ง และแสดงให้เห็นถึงการไม่เคารพต่อวัฒนธรรม อารยธรรม และมรดกศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของมรดกร่วมของมนุษยชาติ โดยเฉพาะมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษชาวเขมรสร้างและรักษาไว้”
กระทรวงฯ เรียกร้องให้ทุกองค์กรทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะยูเนสโก ชุมชนอาเซียน ตลอดจนสถาบันและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องมรดกของมนุษยชาติ ออกมาประณามการกระทำดังกล่าวอย่างชัดเจน พร้อมกดดันให้กองทัพไทยหยุดการทำลายทันที
แถลงการณ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า “กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปะจะใช้กลไกทุกช่องทาง ทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยต้องรับผิดชอบตามกฎหมายระหว่างประเทศสำหรับการกระทำที่ไร้ศีลธรรมนี้ และเพื่อให้การทำลายล้างดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ”
ขณะเดียวกัน สำนักข่าวขแมร์ไทมส์ของกัมพูชารายงานอ้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชา ปฏิเสธตัวเลขผู้เสียชีวิตที่รายงานโดยกองทัพภาคที่ 2 ของไทยที่ระบุว่าทหารกัมพูชาเสียชีวิต 61 นาย โดยระบุว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นข่าวปลอมจากกองทัพภาคที่ 2 ของไทยและเป็นส่วนหนึ่งของสงครามจิตวิทยา
นอกจากนี้ เขาย้ำว่ากองทัพไทยต่างหากที่ได้รับความสูญเสียอย่างหนัก โดย “เสียชีวิตเป็นร้อย และบาดเจ็บเป็นพันคน” พร้อมระบุว่ากัมพูชาไม่เคยละเมิดดินแดนไทย แต่ปฏิบัติการเพื่อป้องกันอธิปไตยและประชาชนของตน
“กองทัพไทยไม่ต้องมานับจำนวนผู้เสียชีวิตฝั่งกัมพูชาหรอก นับของฝั่งตัวเองก็พอ” เขากล่าว “อย่าโกหกประชาชนของตัวเองและอย่าลืมเก็บศwทหารของคุณ”

ที่มาของภาพ : RUNGROJ YONGRIT/EPA/Shutterstock
จีน-สหรัฐฯ กังวลเหตุปะทะชายแดนกัมพูชา-ไทย เรียกร้องหยุดยิvทันที
สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ในเวลา 18.35 น. ระบุว่าโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่กลับมามีความตึงเครียดอีกครั้ง โดยระบุว่าจีนในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและมิตรของทั้งสองฝ่ายพร้อมเรียกร้องให้หลีกเลี่ยงการทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นกว่าเดิม
“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าไทยและกัมพูชาจะยับยั้งชั่งใจ เดินหน้าเข้าหากัน” ข้อความดังกล่าวระบุพร้อมกล่าวว่า “ฝ่ายจีนจะแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ตามแนวทางของตนเองต่อไป เพื่อคลี่คลายความตึงเครียด”
ด้าน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมว่า สหรัฐฯ แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์สู้รบและการสูญเสียชีวิตที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย พร้อมเน้นย้ำให้ทั้งสองประเทศกลับไปใช้มาตรการลดความตึงเครียดตามข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ที่ลงนามเมื่อ 26 ตุลาคม โดยผู้นำสองชาติ และมีผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียร่วมเป็นสักขีพยาน
โดยรูบิโอกล่าวว่า “เราขอเรียกร้องให้หยุดการสู้รบทันที ปกป้องพลเรือน และให้ทั้งสองฝ่ายกลับไปปฏิบัติตามมาตรการลดความตึงเครียดที่ระบุไว้ในข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์”
ทรัมป์บอกจะยกหูหาผู้นำสองประเทศ – กต.ปฏิเสธยังไม่ได้รับการติดต่อ
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวปราศรัยในการชุมนุมที่เขตเมาท์โพโคโนในรัฐเพนซิลเวเนียเมื่อค่ำวันอังคาร (9 ธ.ค.) โดยระบุว่าตนเคยมีบทบาทในการยุติสงครามหลายครั้ง รวมถึงระหว่างปากีสถานกับอินเดีย และอิสราเอลกับอิหร่าน ก่อนจะกล่าวถึงความขัดแย้งที่กลับมาปะทุบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
“มันเริ่มขึ้นวันนี้ พรุ่งนี้ผมต้องโทรศัพท์ คุยให้พวกเขาเข้าใจ (นอกจากผมแล้ว) ใครจะพูดได้อีกว่า ‘พรุ่งนี้ผมจะโทรศัพท์และหยุดสงครามของสองประเทศที่ทรงอำนาจ ไทยและกัมพูชา เขารบกันอีกแล้ว' มีผมนี่แหละพูดอย่างนั้น” ทรัมป์กล่าวก่อนจะกลับเข้าสู่เนื้อหาการปราศรัย
ด้าน นายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อจากฝ่ายสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่าหากมีการพูดคุยกันจริง ไทยจะรับฟังก่อนว่าผู้นำสหรัฐฯ ต้องการส่งสารอะไร โดยคาดว่าอาจเป็นเพียงข้อความแสดงความหวังดีต่อสองประเทศ ทั้งนี้ หากมีข้อเสนอให้เจรจา ไทยยังคงยืนยันจุดยืนเดิมว่า “ยังไม่พร้อม”
“นับจนถึงบัดนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ ว่าจะมีการขอคุยกันในระดับผู้นำคือท่านนายกรัฐมนตรี” นายนิกรเดชกล่าวต่อว่า “หากมีการคุยกัน อย่างแรกเราก็ต้องรับฟังก่อนว่าท่านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการจะส่งข้อความอะไร ท่านอาจจะเพียงต้องการส่ง message (ข้อความ) ถึงความหวังดีต่อสองประเทศเท่านั้น”
นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทยยังกล่าวด้วยย้ำว่า “หากมีการเสนอให้มีการพูดถึงการเจรจา คำตอบคงเป็นคำตอบเดียวกันกับที่เราให้ฝ่ายมาเลเซีย คือฝ่ายไทยยังไม่พร้อมครับ”

ที่มาของภาพ : RUNGROJ YONGRIT/EPA/Shutterstock
กัมพูชาถอนตัวซีเกมส์
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวในช่วงเช้าวันนี้ว่า ได้รับแจ้งจากนักกีฬากัมพูชาว่าจะถอนตัวจากการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพและเดินทางกลับประเทศแล้ว โดยยืนยันว่าไทยไม่ขัดข้องต่อการตัดสินใจดังกล่าว เพราะเป็นเหตุผลส่วนตัว พร้อมระบุว่าการถอนตัวครั้งนี้ไม่กระทบต่อโปรแกรมการแข่งขัน และไทยได้ดูแลความปลอดภัยอย่างดีที่สุดตั้งแต่ทีมนักกีฬากัมพูชาเดินทางเข้ามา
การถอนตัวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากพิธีเปิดกีฬาซีเกมส์เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ซึ่งนักกีฬากัมพูชาเข้าร่วมด้วย
ในเรื่องนี้โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า คณะกรรมการการกีฬาแห่งกัมพูชาได้ส่งหนังสือถึงการกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อแจ้งความกังวลของครอบครัวนักกีฬาและขอให้นักกีฬาเดินทางกลับ พร้อมขอบคุณฝ่ายไทยที่ดูแลความปลอดภัยอย่างดี โดยย้ำว่านี่เป็นสิทธิของนักกีฬากัมพูชา หากรู้สึกไม่ปลอดภัยก็สามารถกลับได้
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไทยได้กำหนดนโยบายชัดเจนว่า ต้องแยกเรื่องกีฬาออกจากปัญหาชายแดน และหากนักกีฬายังอยู่ในไทย ต้องดูแลความปลอดภัยอย่างสูงสุด
“หากเขาอยู่ต่อ เราก็มั่นใจว่าเขาจะได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างเต็มที่ แต่ในเมื่อเขาตัดสินใจที่จะเดินทางกลับ เราก็ไม่สามารถห้ามได้” นายนิกรเดช ระบุในการแถลงข่าวช่วงเที่ยงที่ผ่านมา













