‘มาเฮ็ดเวียกอยู่ไทย' ชะตากรรมเด็กชาวลาว หลุดจากระบบการศึกษาจากปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ทำให้พวกเขาเลือกหอบ “ฝัน” ข้ามแดนเข้ามาทำงานในแผ่นดินไทย เพื่อหางาน หารายได้ และส่งเงินเลี้ยงดูครอบครัว แต่สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญคือการต้องเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และการขูดรีดแรงงานอย่างหนักหน่วง
มาเฮ็ดเวียกอยู่ไทย
1 ถูกขูดรีดแรงงาน-ถูกข่xขืx
“เคยทำงานอยู่ไทย เขาให้ทำงาน 14-15 ชั่วโมงต่อวัน น้องทำไม่ไหว เลยลาออก แล้วไปเจอคนไม่ดี… ใช่ เขาทำร้ายน้อง…” น.ส.หนึ่ง (นามสมมติ) อายุ 15 ปีเศษ จากแขวงทางภาคใต้ของลาว บอกเล่าเรื่องลาวที่เกิดขึ้นขณะที่เธอยังเป็น ด.ญ.อายุ 13 ปีเมื่อ ปี 2566
น.ส. หนึ่ง เล่าว่า ขณะเธอทำงานอยู่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดทางภาคตะวันออกของไทย ตามคำแนะนำของคนรู้จักที่ลาว ซึ่งได้ออกค่าทำหนังสือเดินทาง และค่าเดินทางให้ล่วงหน้าเป็นเงิน 6,500 บาท
“ออกจากเรียนแล้ว น้องก็อยากไปทำงานอยูไทยเหมือนกับเพื่อน อยากมีเงิน” เธอ เล่าถึงแรงจูงใจที่ทำให้เธอตัดสินใจเดินทางเฮ็ดเวียก (หรือทำงาน) ในไทย หลังจากที่ทางครอบครัวไม่มีเงินส่งให้เรียนต่อ
ด.ญ.หนึ่งขณะนั้น ต้องทำงานในร้านอาหารตั้งแต่ 08.00-23.00 น. (ประมาณ 15 ชั่วโมง/วัน) แลกกับค่าจ้าง 9,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากเป็นงานหนักและต้องทำติดต่อกันเป็นเวลานาน เธอจึงตัดสินใจลาออกหลังทำได้เพียงไม่กี่วัน
จากนั้น ด.ญ.หนึ่ง เดินทางไปทำงานเป็นแม่บ้าน อยู่กับนายจ้างคนหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ตามคำแนะนำของญาติพี่น้อง แต่ทำงานได้ประมาณ 1 สัปดาห์ เธอก็ถูกนายจ้างข่xขืx
2 โดนโกงค่าจ้าง-ถูกขู่ทำร้าย
“ต้องหางานใหม่ เพราะถ้าไม่ยอมออก เขาจะเอาปืนยิv น้องก็กลัว เขาก็บอกว่า ถ้าไม่พอใจก็ออกเลย แล้วเขาก็บอกว่า อย่าหวังว่าจะได้เงินเดือน แล้วเขาก็ไม่ให้จริงๆ เงินค่าจ้าง 10,000 กว่าบาท ก็ไม่ได้สักบาท” น.ส. สอง (นามสมมติ) อายุ 16 ปี จากแขวงคำม่วน เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2567 ขณะมีอายุ 14 ปี
น.ส.สอง บอกว่า เธอและพี่สาว (อายุ 17 ปี) เดินทางเข้ามาทำงานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังจากทำงานไปได้ประมาณ 1 เดือนกว่าๆ ทั้งสองต้องไปต่อใบอนุญาตผ่านแดน แต่นายจ้างไม่ให้ไป และเมื่อยืนยันว่าจะไป นายจ้างก็ไล่ทั้งสองออกจากงาน
น.ส.สอง เล่าต่อว่า “เพิ่งเดินทางมาไทย ได้เดือนกว่าๆ ยังเรียนไม่จบ ก็มาช่วยพ่อแม่ทำงาน อยู่ลาวเงินเดือนต่ำ ประมาณเดือนละ 2,000 บาทเท่านั้น เงินเฟ้อ แต่ไม่มีการปรับค่าจ้างขึ้น”
“เขาออกค่าใช้จ่ายให้ก่อน พวกค่าเดินทาง ค่าทำหนังสือเดินทาง บอกว่าจะได้เงินเดือน แล้วค่อยหักคืน” น.ส.สอง เล่าถึงการช่วยเหลือที่เธอได้รับจากผู้ชักชวน
3 ถูกกักขัง-บังคับให้ร่วมเพศ
วีรวรรณ มอสบี้ ผู้ก่อตั้งโครงการฮัก (HUG Mission) ให้ข้อมูลว่า ในปี 2565 มี ด.ช. สาม (นามสมมติ) อายุ 14 ปี และ ด.ช. สี่ (นามสมมติ) อายุ 15 ปี ชาวลาว ถูกกลุ่มคนจีนล่อลวงพามายังรีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย เพื่อถ่ายทอดสดขณะมีเพศสัมพันธ์ เผยแพร่ในจู้โส่ว (Jùshǒu) แอปพลิเคชันชื่อดังของจีน
ก่อนเดินทางมา ทั้งสองไม่มีเงิน ทางผู้ชักชวนจึงเสนอว่า จะออกค่าเดินทางให้ เมื่อเดินทางถึงรีสอร์ท ทั้งสองก็ถูกกักขัง และต้องร่วมเพศตามคำสั่งอย่างน้อยวันละ 2-4 รอบ รอบละ 30-40 นาที ได้ค่าตอบแทน 280 บาท/รอบ และเมื่อรู้สึกเหนื่อย ก็จะถูกบังคับให้ดื่มกาแฟ เพื่อให้อวัยวะเพศแข็งตัว และร่วมเพศต่อ ทั้งสองถูกข่มขู่ว่า ต้องอยู่ทำงานอย่างน้อย 3 เดือน หากไม่ครบ จะต้องเสียค่าไถ่ 26,000 บาท/คน
เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การมาทำงานในไทย ของเด็กหญิงและเด็กชายชาวลาว ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี เกี่ยวข้องกับระบบนายหน้าลาว-ไทย สอดคล้องกับคำบอกเล่าของ ดาลา เจ้าหน้าที่ ที่ทำงานเกี่ยวกับการต้านการค้ามนุษย์ อยู่แขวงทางภาคใต้ของลาว
“ส่วนมากก็เป็นญาติใกล้ชิด เป็นน้าหญิง น้าชายมาชวนเอาลูกหลานไปไทย ตามที่เคยทำคดีมาก็จะเป็นแนวนี้หมด คนในหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งเขาก็โดนลวงมาอีกรอบหนึ่ง ก็มีบริษัทจากไทยมาชวนอีกที” ดาลา กล่าว
เธอกล่าวอีกว่า นายหน้ามักเป็นคนลาวที่ชอบไปไทย มาหาเอาเด็กในหมู่บ้านไป แล้วทางนายจ้างฝั่งไทย ให้ค่าจ้างสูง 2,000-3,000 บาท จนถึงหลักหมื่น ให้มาช่วยหาคนไปทำงานให้
ขวนขวาย-ซอกหา เด็กน้อยลาว
“ยังมีเด็กลาวที่ไม่รู้ขั้นตอนที่จะไปไทย ไม่รู้ว่าต้องไปแบบไหนถึงถูกต้อง คิดว่ามีแค่หนังสือเดินทางก็ถูกต้องแล้ว” สุวง พนักงาน บริษัทจัดหางานลาว เพื่อจัดส่งแรงงานไปไทย อธิบายถึงความเข้าใจผิดของเด็กลาว ที่ต้องการมาทำงานที่ไทย
สุวง อธิบายอีกว่า ในแต่ละหมู่บ้าน มักจะมีคนไปชักชวนเด็กๆ ไปทำงานที่ไทย ด้วยการโฆษณาว่า จะช่วยติดต่อหางาน และออกค่าใช้จ่ายในการทำหนังสือเดินทาง และค่าเดินทางให้ จากนั้น ก็จะหักเอาเงินคืน จากรายได้ของเด็กๆ ในแต่ละเดือน
“ได้ไปไว คือทำหนังสือเดินทาง 2-3 วัน ก็สามารถไปไทยได้ มันง่ายสำหรับเขา มันไม่มีขั้นตอนอะไร เขาก็ไป” สุวง บอก
“ทำคู่กับคนฝั่งไทย นายหน้าอยู่ไทย ก็จะหางานรองรับ แล้วก็ติดต่อนายหน้าฝั่งลาว ให้หาคนให้ ก็ช่วยกัน เห็นมีนายหน้าที่ระยอง เขาสร้างภาพว่าเป็นบริษัทฝั่งไทย ส่วนฝั่งลาวก็เชื่อ ก็หาคนมาให้” สุวง เล่าถึงขบวนการนายหน้าลาว-ไทย
สุวง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา หากคนลาวต้องการเดินทางเข้าในไทยตามระบบ MOU จะต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีค่าใช้จ่าย 15,000-22,000 บาท/คน ซึ่งค่อนข้างแพง สำหรับคนลาวที่มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 1.6 ล้านกีบ หรือ 2,300-2,500 บาท/เดือน
คำชักชวนจากคนบ้านเดียวกัน แถมไม่ต้องหาเงินค่าเดินทางเอง กับตัวเลขค่าแรงฝั่งไทยที่สูงลิบลิ่ว คือสิ่งล่อใจทำให้เด็กลาวจำนวนมากกล้าเดินทางข้ามพรมแดน โดยไม่รู้ว่ากำลังจะตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์
ขณะเดียวกัน ดาลา เจ้าหน้าที่ ที่ทำงานด้านต่อต้านการค้ามนุษย์ อยู่แขวงทางภาคใต้ของลาว ยังเล่าอีกว่า ที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปให้ความรู้เกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์ให้นักเรียนชั้น ม.ต้น และ ม.ปลาย ปีละครั้ง
ป้ายรณรงค์ หยุดการกระทำที่เป็นการค้ามนุษย์ โดยกระทรวงป้องกันความสงบ
“ลงโรงเรียนมัธยม เพราะว่ามีความเสี่ยงถูกลวงไปทำงานอยู่ไทย หรือแต่งงานแอบแฝงสูง อายุ 11-13 ปี ม.1-2 ขึ้นไป” ดาลา กล่าวถึงกลุ่มช่วงวัย ที่มีโอกาสเป็นกลุ่มเสี่ยงจากการค้ามนุษย์
ดาลา ทิ้งท้ายว่า นอกจากความอยากรู้-อยากลองของเด็กตามช่วงวัยแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ และความยากจนของครอบครัว คือปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เด็ก ต้องออกจากการเรียน มาช่วยพ่อแม่ทำงาน เพื่อหารายได้
ปะละการเรียนอยู่ลาว
1 ปัญหาเงินเฟ้อ
“เฉลี่ยก็ประมาณ 40-50 คน จากประมาณทั้งหมด 800 กว่าคน” เพง ครูประจำโรงเรียนมัธยม 1-7 แห่งหนึ่ง อยู่แขวงทางภาคใต้ บอกเล่าถึงจำนวนเด็กนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาของแต่ละปีการศึกษา ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา
เพง กล่าวเสริมว่า ช่วงหลังโควิด-19 (ปี 2563) มีนักเรียนชั้นมัธยมสังกัดโรงเรียน 4 แห่ง ต้องปะละการเรียน (หรือ หลุดออกจากระบบการศึกษา) ราวปีละ 50 คน ส่วนมากเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ขณะที่ ช่วงหลังโควิด-19 มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเฉลี่ย 10-20 คน/ปีการศึกษาเท่านั้น
“ก็ยามนี้แหละ (ธันวาคม-มกราคม) เขาจะออกช่วงเทศกาลกินเจียง ไปสร้างครอบครัว ไปแต่งงาน อายุ 10 กว่าปี 13-14 ปี ไปขายแรงงาน มีไปไทย ไปเกาหลีใต้” เพง กล่าวถึงช่วงวัย ที่เด็กนักเรียนมักลาออกจากการเรียน
อิงตามรายงานของกระทรวงแผนการและการลงทุน ระบุว่า ในรอบ 6 ปีนี้ อัตราเงินเฟ้อในลาว เพิ่มจาก 250-290 กีบลาว/บาทไทย ในปี 2562 เป็น 700-720 กีบลาว/บาทไทย ในปัจจุบัน ขณะที่ ค่าจ้างแรงงานโดยทั่วไปอยู่ที่ 9 แสน-1.6 ล้านกีบ/เดือน หรือประมาณ 1,400-2,500 บาทไทย
ด้วยเหตุผลนี้ จึงทำให้คนลาวอยากมาทำงานในไทย เพราะได้ค่าจ้างประมาณ 7,000-13,000 บาท ซึ่งสูงกว่าการทำงานในลาวประมาณ 5 เท่า
จากรายงานของกระทรวงศึกษาธิการและกีฬาของลาว ระบุว่า ช่วงปี 2559-2562 (ก่อนโควิด-19) มีนักเรียนหลุดจากระบบการศึกษาเฉลี่ย 7% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด แต่ปี 2563 เป็นต้นมา (หลังโควิด-19) มีอัตราการออกจากโรงเรียน 8.8% และเพิ่มขึ้นเป็น 9.4% ในช่วงปี 2564-2566
และระหว่างปีการศึกษา 2563-2567 มีนักเรียนชั้น ป.1-ม.7 หลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้ว อย่างน้อย 400,567 คน
2 เรียนไปก็ไม่ดีขึ้น
“บางคนก็เรียนได้จบ ป.5 ป.6 แล้วเขาก็ออก เรียนเยอะก็ต้องกลับมาทำนาเหมือนเดิม” บุด อดีตครูอาสาสมัคร โรงเรียนประถมศึกษา อยู่เมืองสุขุมา แขวงจำปาสัก เล่าถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กนักเรียน ไม่เห็นคุณค่าของการเรียนต่อในระดับสูง
บุด เล่าอีกว่า มีครูหลายคนลาออกไปเลี้ยงวัว อีกส่วนก็ไปทำงานอยู่ไทย เพราะได้ค่าจ้างมากกว่า เพราะที่ผ่านมา หากเป็นครูประจำในลาว จะได้ค่าตอบแทนประมาณเดือนละ 1.6 ล้านกีบ แต่ถ้าเป็นครูอาสาสมัคร ก็จะไม่ได้รับเงินเดือน
เช่นเดียวกับ สุวง ก็บอกว่า ปัจจุบัน ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้พ่อแม่-ผู้ปกครอง ไม่เห็นความสำคัญในการส่งลูก-หลานเรียนสูงๆ เพราะสุดท้ายก็ต้องออกมาทำงาน ได้รายได้ เท่ากับคนเรียนน้อย
“สมมติพี่เรียนก่อน จบปริญญาตรี หรือ ปวส. ปวช. จบแล้วไม่มีงานทำ ก็ไปทำงานอยู่ไทย หรือไปทำนา มันก็เลยเป็นบทเรียน เขาสอนกันแบบนี้ ว่า เรียนไปทำไม ?” สุวง ตั้งคำถามทิ้งท้าย
3 ถูกลวงไปไทย
“ส่งลูกเรียนก็ยังขาดค่าหนังสือ ค่าดินสอ อุปกรณ์ต่างๆ ครอบครัวเขาก็ยากจน เงินซื้อข้าวกินก็ไม่มี เงินซื้อพริกก็ไม่มี” บัวคำ ครูอาสาสมัคร โรงเรียนประถม อยู่แขวงทางภาคใต้ของลาว เล่าถึงสาเหตุที่เด็กลาวจำนวนมาก ออกจากระบบการศึกษา และไปทำงานที่ไทย
“ส่วนมากเป็นเด็กอายุประมาณ 9-12 ปีนี่แหละ ออกโรงเรียนมากที่สุด เฉพาะเด็กเล็กๆ พวกเขาไม่ได้เรียนต่อ ทางโรงเรียนก็ไม่ได้ไปติดตามอีก ก็อยู่ในหมู่บ้าน หาเช้ากินค่ำ ไปเลี้ยงวัว อยู่สวน พออายุได้ 14 ปี ก็จะพากันไปไทย” บัวคำ กล่าว
บัวคำ บอกว่า มีลูกศิษย์ 4 คน ถูกคนญาติพี่น้องชักชวนไปทำงานที่ไทย ในนี้ เป็นเด็กอายุ 10 ปี 2 คน และเด็กอายุ 13 ปี อีก 2 คน หลังได้กลับมายังประเทศลาว ทั้งหมดเล่าว่าถูกนายจ้างสั่งให้ทำงานในโรงงาน และห้ามออกนอกพื้นที่ที่กำหนด
ป้ายรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ บริเวณด่านผ่านแดนหนองคาย-นะคอนหลวงเวียงจัน (พ.ย. 2567)
สถาบันเพื่อการสนับสนุนทางกฎหมายและความช่วยเหลือทางเทคนิค (Institute for Upright Make stronger and Technical Support: ILSTA) ในลาว ระบุว่า ผู้ชาย และเด็กชาย จะถูกค้ามนุษย์ด้วยการให้ไปลงเรือหาปลา เข้าไปทำงานในโรงงาน หรือสถานที่ก่อสร้าง ส่วนผู้หญิงและเด็กหญิง มักถูกค้ามนุษย์เพื่อขูดรีดทางเพศ หรือถูกบังคับให้ทำงานในสถานบริการทางเพศ ร้านคาราโอเกะ หรือเป็นแม่บ้านอยู่ต่างประเทศ
เดินทางมาไทยเพิ่มขึ้น
1 มีช่องว่าง-ไม่ครอบคลุม
“เขตชนบท ถ้าพ่อแม่ไปทำงานไกลๆ ก็มีโครงการอาหารเที่ยงนี้แหละ ก็ให้ลูกไปกินที่โรงเรียน ไม่เป็นห่วง ที่ไหนไม่มีโครงการอาหารเที่ยง เขาก็เอาลูกไปไร่ไปนา ค่ำๆ เขาถึงจะกลับบ้าน” เพง บอกเล่าถึงโครงการอาหารกลางวันในลาว ที่มีส่วนช่วยให้เด็กไม่หลุดออกระบบการศึกษา
เพง มีความเห็นว่า โครงการอาหารกลางวันส่วนใหญ่ ได้รับการช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ ให้แก่นักเรียนชั้นประถมในเขตห่างไกล แต่ยังไม่ค่อยมีโครงการให้นักเรียนชั้นมัธยมต้นขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาสูง
ทางด้าน ดาลา ก็ให้ความเห็นว่า การให้ความรู้เรื่องการค้ามนุษย์ จัดให้เฉพาะนักเรียนชั้น ม.ต้น ขึ้นไป ทำให้เด็กนักเรียนชั้นประถมซึ่งก็มีความเสี่ยง ไม่ได้รับความรู้ในส่วนนี้ อีกทั้ง เจ้าหน้าที่รัฐ ยังสามารถเข้าถึงได้ แต่เฉพาะนักเรียนในเขตเมือง ทั้งที่ เด็กในเขตห่างไกล มีสัดส่วนการถูกลวงสูงเช่นเดียวกัน
2 ไม่มีงานทำ-เงินเดือนต่ำ
“เรื่องเศรษฐกิจ การลงทุนจากต่างประเทศ ควรต้องมี” สุวง กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขที่เป็นไปได้ยาก แต่รัฐบาลลาวควรไปให้ถึง
สุวง อธิบายเพิ่มว่า หากต้องดูดให้คนลาวทำงานในประเทศ ทางการจะต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะถนน เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ อีกทั้ง ถ้าหากมีการผลิตสินค้าภายในได้ ก็จะช่วยให้ลาวลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ส่งผลให้ค่าครองชีพลดลง และพยุงค่าเงินกีบได้
ขณะที่ โอเล่ เจ้าหน้าที่ แผนกแรงงานและสวัสดิการสังคม แขวงทางภาคเหนือของลาว บอกว่า ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
“รัฐบาลก็เริ่มเร่งแก้ไข เรื่องพวกค่าแรงงาน แล้วก็อัตราเงินเดือนต่างๆ เห็นจากเงินเดือนพนักงานรัฐ มันต่ำ มันน้อย ก็อาจจะได้ใช้เวลา เพราะว่าอุปสรรคต่างๆ นานา” โอเล่ กล่าว
3 อายุไม่ถึง แต่เข้ามาเพิ่มขึ้น
สนธยา กาลาศรี ผู้ตรวจราชการกรม กรมการจัดหางานของไทย ระบุว่าจากสถิติการตรวจสอบการทำงานของแรงงาน 3 สัญชาติ (เมียนมา ลาว และเวียดนาม) พบมีการทำงานในลักษณะแย่งอาชีพคนไทย จึงต้องมีมาตรการเข้มงวดตรวจสอบมากขึ้น
เฉพาะคนลาว ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีคนงานลาวเข้ามาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานในไทย ในอาชีพต่าง ๆ เช่น งานขายของหน้าร้าน เร่ขายสินค้า เสริมสวย และนวดสปา และถูกดำเนินคดีเพิ่มขึ้นจาก 178 คน ในปี 2565 เป็น 746 คน ในปี 2568
4 แม่บ้าน ร้านอาหาร การเกษตร
มีแรงงานเด็กเข้ามาทำเยอะในภาคเกษตร จะมีประเด็นเรื่องการค้ามนุษย์อยู่ เพราะเข้ามาได้ง่าย ชายแดนติดกัน แต่ก็ไม่ค่อยถูกจับ ส่วนใหญ่จะพบในภาคบริการมากกว่า จะเป็นร้านอาหารเล็กๆ งานบ้าน ซึ่งกลไกในการคุ้มครอง ยังเข้าไม่ถึงเท่าไหร่” อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Neighborhood) กล่าว
อดิศร ขยายความว่า เด็กลาว เข้ามาทำงานในภาคเกษตรอยู่ไทยจำนวนหนึ่ง เช่น ยาสูบ และพืชไร่ทั่วไป บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคกลางบางส่วน แต่กลไกในการตรวจสอบแรงงาน ยังเข้าไม่ถึง เพราะมักเป็นงานในพื้นที่ห่างไกล
ขณะที่งานบ้าน และงานร้านอาหาร ก็เป็นอีกกลุ่มงาน ที่เด็กลาวนิยมเข้ามาทำงาน เพราะมีภาษาและวัฒนธรรมใกล้เคียงกับคนไทย แม้จะมีการตรวจสอบแรงงานอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็พบว่า ยังไม่ค่อยมีกลไกการคุ้มครอง เพราะมักเป็นการทำงานในที่ปิด
อดิศร ยังกล่าวอีกว่า ถึงแม้ว่า เด็กลาวที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จะเดินทางเข้ามาไทยเรื่อยๆ แต่ก็ไม่สามารถทำงานอย่างถูกกฎหมายได้ และมีแนวโน้มเป็นไปได้ยาก เพราะไทยก็กำลังถูกจับตามองจากต่างประเทศ เกี่ยวกับกรณีการใช้แรงงานเด็ก ซึ่งอาจมีผลต่อการถูกระงับการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ
“อยู่ลาวก็ไม่มีงานทำ เข้ามาไทยแล้วไม่ได้ทำงานก็ยิ่งลำบากไปใหญ่ แต่มาตรการ ในการคุ้มครองและป้องกันการใช้แรงงานเด็กของไทย ก็จะช่วยเหลือแรงงานลาวได้ ถ้าถูกละเมิด” อดิศร กล่าวทิ้งท้าย
5 มองคนละมุม
สนธยา กาลาศรี กล่าวว่า นายจ้าง สถานประกอบการในภาคต่างๆ ภาคอุตสาหกรรม การผลิต บริการ ท่องเที่ยว หรือภาคอื่นๆ ที่มีความจำเป็นต้องจ้างแรงงานสัญชาติลาว ดำเนินการได้ 2 ทาง คือ 1. การนำแรงงานลาวที่ทำงานอยู่กับนายจ้างแต่ไม่มีเอกสาร เข้าสู่กระบวนการจดทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะเปิดให้ดำเนินการเป็นวาระโอกาสตามความเหมาะสมของสถานการณ์
และ 2. การนำเข้าแรงงานตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MOU) ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตลอดเวลาตามความต้องการของนายจ้าง สถานประกอบการ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
ทั้งนี้ การจ้างงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยลดความเสี่ยงด้านแรงงานบังคับ ทำให้แรงงานเข้าถึงบริการของรัฐ และป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งมีผลต่อการประเมินสถานะด้านการค้ามนุษย์ Tier ของประเทศไทยด้วย
ขณะที่สุวง แสดงความเห็นว่า นโยบายนี้ อาจมีส่วนทำให้คนลาว ตัดสินใจเดินทางเข้ามาทำงานในไทยแบบผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น เพราะคิดว่า มาเป็นแรงงานเถื่อนก่อน รอขึ้นทะเบียนทีหลัง มีเพียงหนังสือเดินทางก็เข้าไทยเลย ทำให้ฝั่งลาวเองควบคุมพลเมืองตนเองไม่ได้
เสี่ยงไปก่อน เผื่อว่าชีวิตจะดีขึ้น?
“รถมอเตอร์ไซค์ อยากซ่อม แต่มันแพง น้องอยากขี่ไปในเมือง” น.ส. หนึ่ง ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นช่วงวัยเด็กหญิงมาไม่นาน บอกเล่าถึงความต้องการของตนเอง เพราะหวังว่ารถคันนี้ จะพาเธอออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ ได้
น.ส.หนึ่ง มีพี่น้อง 6 คน เธอเป็นคนที่ 4 ยังต้องช่วยพ่อแม่เลี้ยงน้อง 2 คนอยู่ที่บ้าน บางวันเธอก็ออกไปช่วยพ่อทำนา และรับจ้างเก็บมันสำปะหลัง ถ้ารถจักรยานยนต์คันเก่าสามารถใช้ได้ปกติ เธอก็จะเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้น
สาวน้อยตั้งความหวังว่า หากเธออายุครบ 16 ปี เธออยากลองเสี่ยงเดินทางไปทำงานที่ไทยอีกครั้ง เพราะอยากมีงาน มีรายได้ อยากมีเงินซื้อของใช้ส่วนตัว และส่งเงินให้พ่อแม่และน้องใช้ เช่นเดียวกับพี่ๆ ของเธอบางคน ที่เดินทางมาทำงานอยู่ไทย ทั้งที่ เมื่อกว่า 1 ปีก่อน เธอเพิ่งถูกบังคับให้ทำงานวันละ 15 ชั่วโมง และถูกนายจ้างคนไทยข่xขืxอยู่เลย
“มีเพื่อนหลายคน ไปทำงานอยู่ไทย ก็มีคนอายุยังไม่ถึง 18 ปี ไปทำงานอยู่ไทยเลย บางคนก็ทำงานบ้าน บางคนก็ทำงานร้านอาหาร ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาปลอดภัยไหม…” น.ส.หนึ่ง เลือกเล่าเรื่องนี้ เพราะต้องการยืนยันว่า อายุไม่ถึง 18 ก็สามารถเดินทางไปทำงานที่ไทยได้
ตัวอย่าง : ยังมีคนงานลาวจำนวนหนึ่ง ที่ประกาศหางาน-หานายจ้าง ทั้งที่เดินทางเข้ามาในไทยแบบไม่ถูกกฎหมาย
เช่นเดียวกับ น.ส.สอง อายุ 16 ปี ที่ยืนยันว่า จะอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ในไทยแทนการกลับลาว ทั้งที่เธอเคยถูกนายจ้างโกงค่าแรง และขู่จะทำร้ายเมื่อปีที่แล้ว
เธอบอกอีกว่าตอนนี้ อาศัยอยู่ห้องพี่สาวที่กรุงเทพฯ เธอตั้งใจอยู่ไทยไปก่อน รอจนอายุครบ แล้วค่อยไปทำบัตร
“ก็อยากอยู่ไทย มีงานทำ อยากมีเงินส่งให้ครอบครัวที่ลาว…” น.ส.สอง กล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวังตนเองและครอบครัวจะมีชีวิตที่ดีขึ้น
หมายเหตุ : ใช้ชื่อสมมติ แทนชื่อจริงบุคคลในข่าว ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
งานเขียนชิ้นนี้เขียนและผลิตขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิทอมสัน รอยเตอร์ เนื้อหาทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว












