หลังสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารในชื่อ “Absolute Unravel” บุกเข้าไปในประเทศเวเนซุเอลาเข้าไปจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร พร้อมภรรยาในเมืองคาราคัส เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาไปขึ้นศาลในสหรัฐฯ ข้อหาค้าอาวุธและยาเสพติด ตามหมายจับที่ออกมาตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรกเมื่อปี 2563 และเขากลับมาเริ่มปฏิบัติการเพื่อจัดการกับมาดูโรตั้งแต่สิงหาคม 2568 โดยการส่งกำลังทหารเข้าไปคุมทะเลแคลิบเบียน
ปฏิบัติการ Absolute Unravel ของสหรัฐฯ ถูกเอากลับไปเปรียบเทียบกับปฏิบัติการ “Just accurate Reason” ของสหรัฐฯ ในอดีตครั้งใช้กำลังทหารเข้าไปในจับกุม มานูเอล โนรีเอกา ผู้นำทางทหารและผู้นำประเทศโดยพฤตินัยของประเทศปานามา ในปีพ.ศ.2533 ที่ก็ใช้ข้ออ้างคล้ายๆ กันคือตั้งข้อหายาเสพติด
จากปฏิบัติการครั้งนี้นอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับเป้าหมายทางทหาร ก็ยังกระทบไปถึงพลเรือนด้วยตามที่มีข่าวรายงานสภาพความเสียหายของอาคารบ้านเรือนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จากรายงานของทางการเวเนซุเอลาเบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 40 ราย ก่อนที่จะมีรายงานเพิ่มเติมภายหลังว่าเพิ่มมาถึง 80 รายโดยยังไม่มีรายละเอียดว่าผู้เสียชีวิตเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือพลเรือน แต่ก็มีรายงานด้วยว่าทางการคิวบาออกมายอมรับว่ามีกำลังทหารและหน่วยข่าวกรองคิวบาด้วย 32 ราย

โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะกำลังติดตามผลปฏิบัติการ Absolute Unravel ที่รีสอร์ตมาร์-อา-ลาโก ในรัฐฟลอริด้า โดยมี จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางหรือซีไอเอ (CIA) (ซ้าย) และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ (ขวา) ร่วมอยู่ด้วย ภาพจาก The White Apartment
แม้ก่อนเกิดปฏิบัติการนี้สหรัฐฯ จะใช้มาตรการแข็งกร้าวกับเวเนซุเอลามาตั้งแต่สิงหาคมปีที่แล้วด้วยการส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการในทะเลแคลิบเบียน เข้ายึดเรือน้ำมันและโจมตีทำลายเรือสัญชาติเวเนซุเอลาโดยกล่าวอ้างว่าเป็นการทำลายการขนส่งยาเสพติดเข้าประเทศสหรัฐฯ จนถูกผู้เชียวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติประณามกันไปก่อนแล้ว
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค แต่ยังกลายเป็นเรื่องที่ทำให้เห็นกันอีกครั้งว่า ถ้าชาติมหาอำนาจเลือกจะใช้กำลังทหารเข้าไปจัดการกับประเทศใดก็สามารถทำได้แม้ว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาก็มีเรื่องให้กังขามาแล้วหลายครั้งว่ากฎกติกาเหล่านี้ยังใช้ได้อยู่จริงๆ หรือไม่ ทั้งกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน อิสราเอล-ปาเลสไตน์และยังไปโจมตีประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง
คำถามข้างต้นนี้อาจยิ่งสำคัญขึ้นเรื่อยๆ เพราะดูเหมือนว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศในพื้นที่อื่นๆ ก็กำลังรอการปะทุเป็นสงครามอยู่เช่นกัน
เมื่อประเทศมหาอำนาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ก็ไม่เหลือความชอบธรรมที่จะไปห้ามคนอื่น
“มันคาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นอกจากความหวาดวิตกที่จะเกิดความรุนแรง เกิดการรุกรานได้ทุกเมื่อทุกชั่วขณะไม่ว่าจะเป็นประเทศใหญ่ทำต่อประเทศเล็ก ประเทศอภิมหาอำนาจทำต่อประเทศอื่น หรือประเทศอื่นๆ กระทำต่อกันเอง ต่อไปนี้การใช้กำลังระหว่างรัฐในเรื่องที่เป็นการละเมิดอธิปไตยพร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อที่ไหนก็ได้ในโลก เป็นการเปิดปีใหม่ที่ทำให้บรรยากาศโลกไม่ปลอดภัย”
สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาประจำประเทศไทยของ Human Rights View แสดงความเห็นต่อปฏิบัติการของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาและท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีต่อประเทศอื่นๆ อย่างโคลอมเบีย คิวบา เม็กซิโก อิหร่าน และแม้กระทั่งกรีนแลนด์ที่เป็นของประเทศสมาชิกนาโต้ด้วยกันกับสหรัฐฯ เองอย่างเดนมาร์ก
ที่ปรึกษา HRW กล่าวว่า แม้จะมีกฎบัตรสหประชาชาติจะมีหลักการสำคัญว่าด้วยการห้ามรุกราน แต่ที่ผ่านมาประเทศมหาอำนาจก็มักจะลอยนวลไปได้ ทั้งสหรัฐอเมริกาเองก็มีปฏิบัติการทางทหารแบบที่ทำกับเวเนซุเอลาก็หลายครั้งในทวีปอเมริกาใต้ก็เคยเข้าไปจับมานูเอล โนริเอกา อดีตผู้นำประเทศของปานามามาจนกรณีล่าสุดอย่างมาดูโร่ รวมถึงปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่อื่นๆ หรือรัสเซียก็มีกรณีสงครามยูเครน ไปจนถึงกรณีจีนที่แสดงพฤติกรรมข่มขู่จะเล่นงานไต้หวัน
ตัวอย่างเหล่านี้ก็จะเห็นว่าประเทศมหาอำนาจมีพฤติกรรม “ไม่แยแส” กับจารีตประเพณีและกฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะกฎบัตรสหประชาชาติในมาตรา 2 ที่ให้รัฐสมาชิกทุกประเทศ ต้องงดเว้นจาก “การข่มขู่หรือการใช้กำลัง” ต่อบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองของรัฐอื่นใด ทำให้หมดความศักดิ์สิทธิ์ไป และเมื่อเกิดการละเมิดกลไกเหล่านี้กลับทำอะไรไม่ได้
“พฤติกรรมแบบนี้ในช่วงหลังมานี้เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นชัดเจน มันก็เป็นการทำลายสิ่งที่เรียกระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกฎกติการมันถูกทำลายไป มันทำให้ตอนนี้มันอยู่ในสภาวะการต่างประเทศหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ “อำนาจคือความถูกต้อง” ใครมีอำนาจจะทำอะไรก็ทำได้เป็นสภาวะที่ไม่มีขื่อไม่มีแปในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
สุณัยยังมองว่าเมื่ออภิมหาอำนาจสร้างสภาวะแบบนี้ขึ้นมา สิ่งที่ตามมาคู่กันก็คือประเทศอื่นๆ ก็จะทำตามกันไปแล้ว ความชอบธรรมของประเทศมหาอำนาจที่จะเข้ามาแสดงบทบาทไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก็จะเสียไปด้วย เช่น หากกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นมาใหม่สหรัฐฯ จะเข้ามาก็จะถูกย้อนกลับเช่นกันว่าตัวเองก็ทำ
เมื่อถามว่าปฏิบัติการลักษณะนี้ของสหรัฐฯ ต่างไปจากครั้งอื่นๆ หรือไม่ ที่ปรึกษา HRW บอกว่าเขาไม่ได้มองในเชิงระดับความรุนแรงที่สหรัฐฯ ทำต่อเวเนซูเอล่า แต่มองว่าพฤติกรรมของสหรัฐฯ ครั้งนี้ก็ไม่ได้ต่างไปจากปฏิบัติการอื่นๆ คือการรุกรานอธิปไตยด้วยกำลังทหารที่เกิดขึ้นโดยประเทศมหาอำนาจ และวาทกรรมที่ใช้ก็ไม่ได้ต่างไปจากที่รัสเซียอ้างใช้ปฏิบัติการพิเศษรุกรานประเทศยูเครน
“อเมริกาตอนแรกก็เหมือนพยายามที่จะหาความชอบธรรมว่าครั้งนี้เป็นปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายนะ อ้างว่ามาดูโรเป็นคนร้ายที่อเมริกาต้องการตัวต้องเข้าไปจับ ตอนแรกยังพูดถึงการบังคับใช้กฎหมาย แต่พอยิ่งให้สัมภาษณ์ไปเรื่อยๆ เรื่องรักษากฎหมายก็หายไปเลย มันเป็นเรื่องของการเข้าไปเพื่อเอาตัวมาดูโรออกมา อเมริกาต้องการทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วก็การเข้าถึงแหล่งทรัพยากรน้ำมันแล้ว ยิ่งตอนนี้ที่ชัดที่สุดคือคำให้สัมภาษณ์ของรูบิโอต่อเนื่องมาถึงวันนี้ก็ชัดว่าเป็นการสถาปนาเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตกเป็นเขตอิทธิพลที่อเมริกาจะทำอะไรก็ได้อันนี้ยิ่งชัดเจนว่าไม่ได้แคร์กฎกติการะหว่างประเทศอีกต่อไปแล้ว”

ภาพที่โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเป็นนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาที่ถูกควบคุมตัวอยู่บนเรือ USS อิโวจิม่า ภาพจาก บัญชี Reality Social ของ โดนัลด์ ทรัมป์
นอกจากนั้นเขาเห็นว่าผู้นำสหรัฐฯ ยังได้แสดงความก้าวร้าวอีกว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกได้ในอนาคตหากเห็นว่าทำแล้วจะตอบสนองต่อผลประโยชน์ของตัวเอง โดยไปพูดถึงโคลอมเบีย คิวบา หรือที่บอกว่าอยากได้กรีนแลนด์ของเดนมาร์กด้วยทั้งที่เป็นพันธมิตรของตัวเอง
ไม่ใช่แค่ศัตรูที่ระแวง ประเทศwันธมิตรก็ด้วย
สุณัยมองว่า ที่ผ่านมาทรัมป์เองก็พูดถึงกรณีของกรีนแลนด์มาหลายครั้งแล้วและล่าสุดยังให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่าอีก 20 วันจะกลับมาพูดเรื่องนี้อีกโดยให้เหตุผลว่าเพราะกรีนแลนด์เป็นประโยชน์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ แล้วเดนมาร์กก็ไม่มีความสามารถในการป้องกันกรีนแลนด์จากชาติมหาอำนาจอื่นๆ อย่างรัสเซียหรือจีน เรื่องที่ทำทรัมป์พูดนี้ทำให้หลักการที่จะไม่รุกรานซึ่งกันและกันซึ่งเป็นหลักพื้นฐานไม่มีความหมาย เพราะแม้กระทั่งมิตรประเทศของสหรัฐฯ เองหากสหรัฐฯ ก็จะเข้าไปแทรกแซงหากเห็นว่าเป็นประโยชน์กับสหรัฐฯ
“ไม่ใช่แค่ประเทศฝ่ายศัตรูที่หนาวๆ ร้อนๆ แม้แต่ประเทศที่อยู่ฝ่ายเดียวกันก็หนาวๆ ร้อนๆ เพราะอเมริกาไม่แคร์กับหลักและความศักสิทธิ์ของอธิปไตยอีกต่อไปแล้ว”
ความกังวลที่สหรัฐฯ จะบุกกรีนแลนด์นี้ยังสะท้อนชัดผ่านคำแถลงของเมตเต เฟรเดอริกเซน (Mette Frederiksen) นายกรัฐมนตรีของเดนมาร์กด้วยที่ออกมาตอบโต้คำกล่าวของทรัมป์ว่า หากสหรัฐฯ เลือกจะใช้กำลังโจมตีกรีนแลนด์จะกลายเป็นจุดจบขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO ที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองและสหรัฐฯ เองก็เป็นภาคีอยู่ด้วย ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยมีกรณีรัฐภาคีโจมตีกันเองมาก่อน และคำกล่าวของทรัมป์ยังทำให้ผู้นำ 7 ชาติยุโรปต้องออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนร่วมกับเดนมาร์ก
แต่เมื่อถามที่ปรึกษา HRW ว่าในสถานการณ์ที่การใช้อำนาจของประเทศมหาอำนาจในลักษณะนี้กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นจะยังมีหนทางอะไรฟื้นฟูสิ่งเหล่านี้กลับมาได้บ้าง
การละเมิดสิทธิไม่ใช่ข้ออ้างให้ “สหรัฐฯ” ละเมิดกฎหมายได้
สุณัยย้อนกลับไปว่า ก่อนหน้านี้หลักระหว่างประเทศทั้งกฎหมายและจารีตประเพณีมันให้การค้ำประกันว่าประเทศที่มีอำนาจไม่เท่ากันจะรังแกกันไม่ได้ ประเทศใหญ่รังแกประเทศเล็กไม่ได้ ตอนนี้มันทำให้ไม่มีใครพึ่งพากฏกติการะหว่างประเทศได้อีกต่อไปแล้ว จากที่กฎบัตรสหประชาชาติเคยเป็นหลักยึดตอนนี้ก็ไม่มีความหมายต่อประเทศอภิมหาอำนาจอีกต่อไปอย่างเห็นได้ชัด จากที่ในภูมิภาคใหญ่ๆ ก็มีการใช้กำลังทหารเข้าไปรุกรานทั้งรัสเซียทำกับยูเครน สหรัฐฯ ทำกับเวเนซูเอล่า อิสราเอลทำกับประเทศอื่นๆ ไปทั่วตะวันออกกลางนอกจากปาเลสไตน์ ส่วนเอเชียก็มีไต้หวันกับจีน
อีกทั้งเขายังมองว่า สหภาพยุโรป (EU) ที่ดูเหมือนจะหวังพึ่งได้เมื่อเห็นแถลงการณ์ทั้งในส่วนที่เป็นแถลงการณ์ร่วมและแถลงการณ์เฉพาะของแต่ละประเทศสมาชิกที่ออกมาก็ยังคงเป็นแนวแบ่งรับแบ่งสู้ว่า เอาเรื่องการปกครองของมาดูโรนั้นเลวร้ายมาเกลี่ยน้ำหนักกับการกระทำของสหรัฐฯ แล้วบอกว่าจะต้องเคารพกฎกติการะหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนละส่วนกัน
เพราะวันเดียวกันหลังเกิดเหตุ ทีมค้นหาความจริงอิสระว่าด้วยเวเนซุเอลาภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์ออกมาบอกว่าแม้มาดูโรเป็นผู้ปกครองเผด็จการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมายาวนานแต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นเหตุผลที่จะให้ความชอบธรรมแก่การใช้กำลังของสหรัฐฯ และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศได้ ซึ่งที่ปรึกษาของ HRW เห็นว่าท่าทีเช่นนี้เป็นสิ่งที่ EU ควรจะมี
“ทุกคนควรจะพูดว่าสหรัฐฯ ทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศแล้วต้องเน้นส่วนนี้ ส่วนมาดูโรจะชั่วอย่างไรก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง”
สุณัยมองว่าตอนนี้ประเทศที่ยังพูดมีหลักการกลับเป็น มาเลเซียจากแถลงการณ์ของอันวา อิบราฮิมที่ระบุชัดว่าสหรัฐฯ ได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศใช้กำลังอย่างไม่เป็นไปตามกฎหมายต่อรัฐอธิปไตย กับฟิลิปปินส์ที่พอได้เพราะก็กลัวว่าจีนจะเอาสหรัฐฯ เป็นบรรทัดฐานแล้วมาบุก ส่วนไทยก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้โดยบอกว่าจะติดตามสถานการณ์และขอให้แต่ละฝ่ายแก้ความขัดแย้งสันติโดยให้เคารพกฎบัตรสหประชาชาติ
ทั้งนี้หากกลไกระหว่างประเทศยังไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาบังคับใช้ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในมุมมองของสุณัยคือ จะเกิดสภาวะที่ไม่สามารถทำนายอะไรได้และรัฐต่างๆ ทำอะไรได้ตามอำเภอใจตลอดเวลา และสภาวะแบบนี้ไม่ได้มีแค่ผู้นำประเทศต่างๆ จะรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่ประชาชนก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัยไปด้วย












