
4 ความท้าทายที่ โซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ต้องเผชิญเมื่อรับตำแหน่ง

ที่มาของภาพ : Getty Photos
- Creator, มาเดลีน ฮัลเพิร์ต
ในวันแรกของฤดูกาลที่หนาวเหน็บของปี 2026 โซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กให้คำมั่นสัญญาว่าจะบอกเล่า “เรื่องราวใหม่ของเมืองของเรา” ท่ามกลางชาวนิวยอร์กหลายพันคนที่ส่งเสียงเชียร์และพันธมิตรหัวก้าวหน้าจากพรรคเดโมแครต
“ศาลาว่าการ นครนิวยอร์ก จะนำเสนอแผนความปลอดภัย ลดค่าครองชีพ และสร้างความมั่งคั่ง โดยที่หน่วยงานของเราจะดำรงตนและใช้ชีวิตเฉกเช่นเดียวกับประชาชนที่เราเป็นตัวแทน” เขากล่าวกับฝูงชนในสุนทรพจน์รับตำแหน่ง
ข้อความนี้เป็นข้อความเดียวกันที่ทำให้นักสังคมนิยมจากพรรคเดโมแครตวัย 34 ปีรายนี้คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งได้อย่างไม่คาดคิดในเดือน พ.ย. ข้อเสนอของเขาในการเป็นผู้นำเมืองที่แพงที่สุดในสหรัฐฯ ประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๆ หลายประการ อาทิ การดูแลเด็กถ้วนหน้า รถโดยสารสาธารณะฟรี และร้านขายของชำที่ดำเนินการโดยเทศบาลนคร
แต่นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กคนใหม่มีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการในการทำตามคำมั่นสัญญาเหล่านี้ และเขาจะต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองที่สำคัญอื่น ๆ ด้วย ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เขาปฏิบัติหน้าที่
“เขาจะต้องใช้พลังทางการเมืองและพลังอื่น ๆ ทั้งหมดของเขาในการจะทำสิ่งเหล่านี้ให้สำเร็จ” แพทริค อีแกน ศาสตราจารย์ด้านการเมืองและนโยบายสาธารณะแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ระบุ
นักวิชาการคนนี้บอกด้วยว่า การที่นครนิวยอร์กเป็น “เมืองใหญ่ มันเป็นสถานที่ที่มีความซับซ้อน ดังนั้น จึงยากที่จะคาดการณ์ได้ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะสามารถเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่”
1. เงินงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินนโยบายที่สัญญาไว้

นโยบายที่โดดเด่นของมัมดานีมุ่งเน้นไปที่ปัญหาค่าครองชีพ เช่น นโยบายระงับการขึ้นค่าเช่าสำหรับที่อยู่อาศัยซึ่งได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ รวมถึงสวัสดิการดูแลเด็กฟรีแบบถ้วนหน้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองกล่าวว่า เขาจะสามารถบรรลุเป้าหมายนโยบายบางอย่างได้ด้วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องอาศัยงบประมาณมากนัก ยกตัวอย่างเช่น หากเขาต้องการระงับการขึ้นค่าเช่าสำหรับที่อยู่อาศัยที่รับเงินอุดหนุนจากรัฐ เขาสามารถแต่งตั้งบุคคลที่เห็นพ้องกับนโยบายนี้ให้อยู่ในคณะกรรมการควบคุมค่าเช่าของนครนิวยอร์ก
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด ได้รับความนิยมสูงสุดQuit of ได้รับความนิยมสูงสุด
แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองก็ชี้ว่า การจะหาเงินทุนเพื่อทำให้เป้าหมายอื่น ๆ เป็นจริงได้ในขณะที่รัฐและนครนิวยอร์กกำลังเผชิญกับการขาดแคลนงบประมาณนั้นจะมีเผชิญกับความซับซ้อนอย่างเห็นได้ชัด
“หากเขาต้องการให้สวัสดิการรถโดยสารสาธารณะฟรีและการดูแลเด็กฟรี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีค่าใช้จ่าย” โรเบิร์ต แชพิโร ศาสตราจารย์ด้านกิจการระหว่างประเทศและกิจการสาธารณะ แห่งมหาวิทยาลัยโคลอมเบีย ระบุ
“อุปสรรคใหญ่สำหรับสิ่งที่เขาอยากจะทำคือรัฐนิวยอร์ก ศักยภาพทางการเงินของรัฐ และเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้ว่าการรัฐ”
มัมดานีเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าเงินทุนส่วนหนึ่งจะมาจากการเก็บภาษีใหม่ เขาเชื่อว่าการเก็บภาษีกับคนรวยจะทำให้ได้เงินทุนมากถึง 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.8 แสนล้านบาท) โดยมีคำสัญญาว่าจะเพิ่มภาษีนิติบุคคลจากอัตรา 7.25% เป็น 11.5%
แต่มัมดานีต้องอาศัยการสนับสนุนจากองค์การปกครองระดับรัฐในการจะเปลี่ยนแปลงอัตราภาษี
เคธี ฮอเคิล ผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครตที่มีจุดยืนในทางสายกลางหว่า สนับสนุนเขาในการหาเสียงเมื่อปีที่แล้ว รวมถึงสนับสนุนเป้าหมายในการลดค่าครองชีพของเขาบางส่วน แต่ฮอเคิลที่กำลังชั่งน้ำหนักทางการเมืองของตัวเองสำหรับการลงเลือกตั้งอีกครั้งในปีหน้านั้น ได้บอกแล้วว่าเธออาจไม่สนับสนุนแผนเกี่ยวกับภาษีของมัมดานี
2. การหลีกเลี่ยงการถูกแทรกแซงจากทำเนียบขาว

หลายสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้โซเชียลมีเดียและการแถลงข่าวในการโจมตีมัมดานี ดาวดวงใหม่จากพรรคเดโมแครตที่กำลังมาแรง โดยกล่าวว่าเขาจะเป็นนายกเทศมนตรี “คอมมิวนิสต์” ที่คุกคามอนาคตของเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ
ทรัมป์ขู่จะระงับเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากรัฐบาลกลางที่ให้กับเทศบาลนครแห่งนี้ หากมัมดานีได้รับเลือกตั้ง
แต่การพบกันครั้งแรกระหว่างว่าที่นายกเทศมนตรีและประธานาธิบดีเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา กลับออกมาด้วยท่าทีเป็นมิตรมากกว่าที่เคยมีการคาดการณ์ไว้ ชายทั้งสองคนต่างส่งยิ้มให้กันอยู่บ่อยครั้ง และกล่าวชื่นชมกันและกัน โดยทรัมป์บอกมัมดานีว่าเขา “มั่นใจว่าเขา มัมดานี จะสามารถทำหน้าที่ได้ดีมาก ๆ”
กระนั้น จุดยืนทางนโยบายที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงระหว่างนักการเมืองทั้งสอง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งเมื่อมัมดานีเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในศาลาว่าการนครนิวยอร์ก โดยประเด็นเรื่องคนเข้าเมืองอาจเป็นจุดหนึ่งที่ตึงเครียด
ในตอนนี้ นิวยอร์กยังไม่ใช่เป้าหมายในความพยายามของทรัมป์ที่จะส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) เข้าไปเหมือนกับในหลาย ๆ เมืองทั่วสหรัฐฯ ที่นำโดยพรรคเดโมแครต เพื่อตอบสนองต่อการประท้วงต่อต้านการดำเนินการตรวจคนเข้าเมือง
แต่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ก็ได้เพิ่มการลาดตระเวนตรวจตราผู้อพยพในนิวยอร์ก ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามบังคับใช้มาตรการในหลาย ๆ เมือง
ในขณะเดียวกัน นายกเทศมนตรีของนครแห่งนี้ได้ให้คำมั่นสัญญาในคำกล่าวสุนทรพจน์หลังคว้าชัยชนะว่า นิวยอร์กจะ “ยังคงเป็นเมืองของผู้อพยพ เมืองที่สร้างโดยผู้อพยพ ขับเคลื่อนโดยผู้อพยพ และ… นำโดยผู้อพยพ”
3. การสนับสนุนจากผู้นำภาคธุรกิจ

ชัยชนะอย่างเหนือความคาดหมายของมัมดานีในการเลือกตั้งขั้นต้นซึ่งเป็นการเลือกตัวแทนจากพรรคเดโมแครตลงแข่งชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมื่อเดือน มิ.ย. นั้น ทำให้เหล่าผู้นำในตลาดหลักทรัพย์ระส่ำระสาย
ผู้นำธุรกิจบางคนขู่จะย้ายออกจากเมือง ขณะที่คนอื่น ๆ ใช้เงินหลายล้านเพื่อพยายามรวบรวมเสียงสนับสนุนแคนดิเดตนายกเทศมนตรีคนอื่น ๆ
แต่เมื่อมัมดานียังคงรักษาสถานะของเขาในฐานะผู้มีความนิยมนำในการแข่งขัน ทัศนคติเช่นนี้ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปบางส่วน นายกเทศมนตรีผู้ได้รับเลือกดำรงตำแหน่งในปัจจุบันนี้พยายามเข้าหาผู้ที่ต่อต้านเขาในโลกธุรกิจเพื่อรับฟังข้อกังวลต่าง ๆ
มัมดานีให้คำมั่นว่าจะพบปะกับผู้นำธุรกิจอย่างเช่น เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารเจพีมอร์แกน เชส (JPMorgan Inch) ผู้ซึ่งกล่าวในภายหลังว่าเขาจะเสนอความช่วยเหลือหากมัมดานีได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรี
มัมดานียังได้พบปะกับเจฟฟรีย์ กูรัล นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเคยกล่าวถึงตัวเขาว่าเป็นคนมี “มีเสน่ห์” และ “ฉลาด”
กระนั้น กูรัลและคนอื่น ๆ ในภาคธุรกิจก็ยังคงแสดงความกังวลว่าชายวัย 34 ปีรายนี้ขาดประสบการณ์ที่จะนำเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และแผนของเขาที่จะเพิ่มภาษีกับบริษัทต่าง ๆ และคนร่ำรวยจะทำให้คนเหล่านั้นย้ายออกจากนิวยอร์ก
แพทริค อีแกน นักวิชาการด้านนโยบายสาธารณะจาก ม.นิวยอร์ก มองว่ายังคงต้องรอดูต่อไปว่า “จิตวิญญาณแห่งความร่วมมือ” ระหว่างผู้นำธุรกิจและมัมดานีจะคงอยู่หรือไม่ ในขณะที่เขาขับเคลื่อนวาระต่าง ๆ ต่อไปตามอุดมการณ์ซึ่งขัดแย้งกับบางเป้าหมายของบรรดานักธุรกิจ
“นายกเทศมนตรีของนิวยอร์กไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากผู้นำธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะธุรกิจด้านการเงินและอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในนครนิวยอร์ก” เขากล่าว
4. การจัดการความปลอดภัยสาธารณะ

ในฐานะนายกเทศมนตรี มัมดานีจะต้องเผชิญกับความท้าทายที่มีมาอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้นำนครนิวยอร์ก คือการจัดการกับอาชญากรรมและสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับชาวนิวยอร์ก
เช่นเดียวกับเมืองใหญ่ ๆ หลายเมือง นิวยอร์กมีอัตราการเกิดอาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด แม้ว่าในปี 2025 อัตราการฆ่-าคนเสียชีวิตและการกราดยิvในนครแห่งนี้จะต่ำลงจนเกือบเป็นประวัติการณ์
ศ.อีแกน ระบุว่าการลดลงของอาชญากรรมทำให้มัมดานี “มีพื้นที่ขยับตัวได้เล็กน้อยในการจะคิดอย่างสร้างสรรค์” เกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะในนิวยอร์ก รวมถึงการพัฒนาบริการและการสนับสนุนทางสังคมต่าง ๆ
มัมดานีสัญญาว่าจะตั้ง “หน่วยความปลอดภัยในชุมชน” (Division of Neighborhood Safety) โดยจะมีการลงทุนกับโครงการด้านสุขภาพจิตและการตอบสนองต่อวิกฤต รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมไปประจำตามสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินทั่วเมือง
ฝ่ายบริหารของเอริค อดัมส์ อดีตนายกเทศมนตรีที่เพิ่งลงจากตำแหน่งก็เคยส่งเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมไปยังสถานีรถไฟใต้ดินต่าง ๆ และตั้งโครงการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยและสุขภาพจิตเช่นกัน แต่ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำชุมชนส่วนหนึ่งมองว่าความพยายามเหล่านั้นไม่เพียงพอที่จัดการปัญหาคนไร้บ้านและวิกฤตสุขภาพจิต
ฮาเวิร์ด วูล์ฟสัน นักยุทธศาสตร์จากพรรคเดโมแครตและที่ปรึกษาของไมค์ บลูมเบิร์ก อดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ระบุว่า “เขาและคนอื่น ๆ จะตัดสินมัมดานีเป็นอันดับแรกจากวิธีการตรวจตราดูแลความปลอดภัยของเมือง การจัดการกับอาชญากรรมการลักขโมยและอาชญากรรมที่กระทบต่อคุณภาพชีวิต”
มัมดานีชนะใจผู้นำธุรกิจและประชาชนบางส่วนด้วยการตัดสินใจให้ เจสสิกา ทิช ผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์ก ที่ดำรงตำแหน่งในสมัยการบริหารงานของอดัมส์ ยังอยู่ในตำแหน่งผู้นำตำรวจของเมืองต่อไป
“ความปลอดภัยสาธารณะเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องทำเรื่องแรก ๆ เพื่อจะพิสูจน์ว่าจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว” วูล์ฟสันบอกกับบีบีซีก่อนหน้านี้
“ผมคิดว่าหากประชาชนรู้สึกปลอดภัยที่นี่ พวกเขาก็จะสามารถอดทนต่อความท้าทายอื่น ๆ ได้มาก และหากพวกเขาไม่รู้สึกเช่นนั้น ก็จะไม่มีความท้าทายเรื่องใดที่พวกเขาจะยอมทนได้เลย”













