เวลา 5.00 น.ของทุกวัน ภาพประจำสำหรับอาจารย์จากศูนย์การเรียนรู้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ “สตาร์ ฟลาวเวอร์” (Star flower Education Centre – ပန်းခရေကျောင်း) อ.แม่สอด จ.ตาก คือการขับรถ 2 แถวคันใหญ่ ออกไปรับนักเรียน
“การรับส่งนักเรียนเราต้องไปรับตั้งแต่หกโมง คือที่อำเภอแม่สอดมันกว้าง เด็กพิการบางคนอยู่ไกลถึงห้วยกะโหลก ตำบลแม่ปะ บางคนอยู่ในตำบลแม่กุ หรืออยู่ที่สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1
“ถ้าเราไม่ไปรับ อาจจะไม่มีนักเรียนสักคนมาเรียนได้เลย เนื่องจากพ่อแม่ไม่มีเอกสาร ไม่มีเงินหรือมอเตอร์ไซค์ที่จะมารับส่งนักเรียนด้วยตัวเอง” นอธูมวยพอ หรือที่ศูนย์การเรียนมักเรียกว่า ‘ซะยามะพอ’ (คำว่า ‘ซะยามะ’ (ဆရာမ) ภาษาพม่า แปลว่าอาจารย์หรือครูหญิง) ในฐานะของครูใหญ่ศูนย์การเรียนสตาร์ ฟลาวเวอร์ เล่าให้ฟัง
หมู่บ้านที่รถวิ่งผ่านมีทั้งไกล และใกล้ บางครอบครัวอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ บางครอบครัวอาศัยอยู่ในที่พักที่นายจ้างจัดไว้ให้ บางคนอาศัยใกล้ทุ่งนา
พอรถรับ-ส่งมาถึงบ้านของนักเรียนยามเช้า ผู้ปกครองบางคนก็จะจูงบุตรหลานมาส่งให้กับคุณครูถึงรถ หรือบางกรณีครูก็จะเข้าไปช่วยอุ้มนักเรียนขึ้นมาบนรถรับ-ส่ง

ชมภาพชุด โดยการคลิกลูกศรซ้าย-ขวา
ศูนย์การเรียนรู้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติคือสถานศึกษาสำหรับเด็กนักเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติ การสอนในศูนย์การเรียนแต่ละแห่งไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับศักยภาพการสอน และจุดมุ่งหมายของศูนย์การเรียน แต่เราพอจำแนกออกมาได้หลักๆ 3 หลักสูตร ได้แก่
1. หลักสูตรการเรียนพม่า
2. หลักสูตร กศน. (การศึกษานอกระบบ)
3. การติวหลักสูตรการสอบ ‘GED’ (Customary Tutorial Pattern) ซึ่งเป็นการสอบเทียบวุฒิระดับมัธยมฯ (ไฮสคูล) ของสหรัฐฯ
ส่วนเหตุผลหลักๆ พ่อแม่ผู้ปกครองชาวพม่ามักจะพาลูกๆ มาเรียนที่ศูนย์การเรียน เพราะนอกจากจะได้เป็นการเรียนฝึกทักษะความรู้ให้ลูกแล้ว ราคาค่าเทอมสามารถเข้าถึงง่ายระดับผู้ใช้แรงงาน ‘หาเช้ากินค่ำ’ ยังเอื้อมถึง สมัครเข้าเรียนง่ายเหมาะกับวิถีชีวิตของแรงงานข้ามชาติที่อาจจะต้องโยกย้ายถิ่นฐานบ่อย และทำให้แรงงานข้ามชาติมีความสบายใจ ทำงานได้เต็มที่ เพราะไม่ต้องพะวงหลังเรื่องความปลอดภัยของลูกหลาน หากต้องปล่อยไว้ในบ้านหรือชุมชนตามลำพัง
ข้อมูลของศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษาเด็กต่างด้าว (MECC) ภายใต้ สพป.ตาก เขต 2 บอกเราด้วยว่า ปัจจุบัน จ.ตาก มีจำนวนศูนย์การเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติอย่างน้อย 62 ศูนย์ และมีนักเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่เรียนในศูนย์ฯ ทั้งหมด 18,171 คน
อย่างไรก็ดี ภายใน 62 ศูนย์การเรียนฯ มีเพียงศูนย์การเรียนฯ เดียวที่ให้การศึกษาสำหรับเด็กลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่เป็นผู้พิการโดยเฉพาะคือ ศูนย์การเรียน “สตาร์ ฟลาวเวอร์”
‘สตาร์ ฟลาวเวอร์‘ เริ่มงานบริการด้านการศึกษาลูกหลานแรงงานข้ามชาติผู้พิการ มาตั้งแต่ปี 2552 เนื่องจากครูรุ่นก่อตั้งมองว่าในอำเภอแม่สอด ยังไม่มีศูนย์การเรียนฯ สำหรับเด็กที่พิการ ประกอบกับศูนย์การเรียนต่างๆ ก็สะท้อนปัญหาในลักษณะเดียวกันว่า ในศูนย์ฯ มีเด็กที่มีความพิการและไม่สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้
“เด็กพิการ” ที่ศูนย์ฯ สตาร์ ฟลาวเวอร์ รับมาเรียน จะเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ที่มีความพิการ หรือความบกพร่องด้านสติปัญญา มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ช้ากว่าเด็กในระดับเดียวกัน
หากยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือเด็กบางคนภายนอกเหมือนเป็นเด็กปกติทุกอย่าง สามารถพูดได้คล่องแคล่ว อ่านออกเขียนได้ แต่มีพัฒนาการเรียนรู้ที่ช้า คิดช้า หรือทำช้า จนไม่สามารถเรียนรวมกับนักเรียนปกติได้ นักเรียนบางคนมีภาวะความพิการทางด้านสมอง หรือที่เรียกว่า “Cerebral palsy” (CP) มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวลำบาก บางคนเดินไม่ได้ ใช้มือหยิบจับสิ่งของไม่สะดวก หรือบางคนเป็นเด็กที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม
ดังนั้น ศูนย์การเรียนของสตาร์ ฟลาวเวอร์ ก็เข้าไปช่วยฝึก และสอน เด็กๆ ที่มีความพิการต่างๆ เหล่านี้ให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยไม่ต้องพึ่งพิงใคร หรือถ้าต้องพึ่งพิงก็ต้องน้อยที่สุดนั่นเอง
รายงาน “ศูนย์การเรียน ‘Star Flower' การศึกษากับความหวังให้เด็กพิการผู้อพยพดูแลตัวเองได้” จาก “ประชาไท” ร่วมกับเว็บไซต์ Thisable.me พาไปสำรวจการทำงานการเรียนการสอนเด็กพิการที่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติของศูนย์การเรียน “สตาร์ ฟลาวเวอร์” ทัศนคติของผู้ปกครองแรงงานข้ามชาติต่อเด็กกลุ่มนี้ ปัญหาและอุปสรรคที่พวกเขาต้องเผชิญ รวมถึงจุดมุ่งหมายการสอนของศูนย์การเรียนที่เรียกว่ามีความแตกต่างจากการสอนทั่วไป
ศูนย์การเรียนเด็กพิการแห่งเดียวในแม่สอด
ศูนย์การเรียน “สตาร์ ฟลาวเวอร์” เป็นศูนย์การเรียนขนาดเล็กกะทัดรัด ประเมินด้วยสายตา ประมาณไม่เกิน 2 ห้องเรียน ตั้งอยู่ภายในศูนย์การเรียน “ซาทูเหล่”
ภายในห้องเรียน ประกอบด้วย ห้องเรียนใหญ่ 1 ห้องเรียน ห้องเรียนเดี่ยวขนาดเล็ก 2-3 ห้อง มีห้องพักอาจารย์และห้องครัวเป็นห้องเดียวกัน ไม่ได้ใหญ่นัก และมีห้องน้ำแยกหญิง กับชาย ซึ่งนักเรียนจะได้ฝึกเข้าห้องน้ำด้วยตัวเอง
ข้อมูลจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เปิดเผยว่า ในปี 2566 มีประชากรเด็กโยกย้ายถิ่นฐานในจังหวัดตาก อาจสูงถึง 74,000 ราย แต่ไม่มีการเจาะจงลงไปว่ามีจำนวนเด็กพิการที่เป็นเด็กโยกย้ายถิ่นฐานมีจำนวนทั้งสิ้นกี่ราย
ขณะที่ซะยามะพอ ให้ข้อมูลที่เธอเคยพบเห็นว่า เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว หรือในช่วงปี 2557-2558 อาจมีเด็กผู้พิการอาจจะสูงอยู่เป็นร้อยคนเดียว และปัจจุบันเธอคิดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย
แม้จากการประมาณการณ์ว่าเด็กพิการที่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติอาจสูงเป็นร้อยคน แต่ทางศูนย์การเรียนสตาร์ ฟลาวเวอร์ มีข้อจำกัด ทั้งในด้านพื้นที่ เงินทุน และบุคลากร โดยมีอาจารย์ 8 คน เพียงพอที่จะรองรับนักเรียนพิการได้ไม่เกิน 35 คนเท่านั้น ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากในช่วงแรกที่รับเพียง 15 คน และเคยรับจำนวนสูงสุด 28 คน
ส่วนเด็กที่มาศูนย์การเรียนไม่ได้ ซะยามะพอ บอกว่าก็จะมีการไปเยี่ยมเยียนที่บ้าน เพื่อดูแลการใช้ชีวิตว่าเป็นอย่างไร คุยกับผู้ปกครอง รับฟังเรื่องราว ให้คำปรึกษา และให้กำลังใจผู้ปกครองด้วยกัน
ซะยามะพอ หรือนอธูมวยพอ
ชีวิตของครอบครัวเด็กพิการข้ามชาติที่ไม่ง่าย
ซะยามะพอ กล่าวว่า ด้วยความที่เธอเปิดศูนย์การเรียนสอนสำหรับเด็กที่พิการ ทำให้เธอได้รับฟังเสียงความกลัดกลุ้ม และให้คำปรึกษากับผู้ปกครองของเด็กพิการหลายโอกาส
เธอเล่าว่า เด็กพิการก็จะเผชิญปัญหาการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากคนธรรมดา หางานยากกว่าคนอื่นๆ หรือผู้ปกครองที่มีลูกหลานที่พิการเขาจะเผชิญกับความเครียด เพราะว่าเขาเดินทางมาไทย เพื่อหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว และส่งเงินกลับบ้าน พอมีเด็กที่ไม่สมบูรณ์เขาก็ไม่รู้ว่าจะดูแลยังไง งานหาเช้ากินค่ำก็ไม่ได้รายได้สูงอยู่แล้ว ถ้าเป็นแรงงานที่ไม่มีเอกสารสำหรับทำงานในประเทศไทย ก็หางานยากขึ้นไปอีก แล้วต้องมาดูแลลูกที่พิการเขาก็รู้สึกสิ้นหวังมากๆ
เรื่องนี้สะท้อนผ่านการจ่ายค่าเล่าเรียนของผู้ปกครองที่สตาร์ ฟลาวเวอร์ โดยศูนย์การเรียนฯ จะเก็บค่าเล่าเรียนเดือนละ 700 บาท ซึ่งในจำนวน 35 คน มีเพียง 70% ที่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้ ดังนั้น ถ้าประสบปัญหาลักษณะนี้ ทางศูนย์ฯ ก็จะคุยผู้ปกครอง เพราะว่าเด็กต้องการการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เขาก็ไม่อยากให้เด็กยุติการเรียนกลางคัน ดังนั้น ก็จะมีการอะลุ่มอล่วยเรื่องค่าใช้จ่าย
ซะยามะพอ กล่าวต่อว่า อีกผลกระทบตามมาก็คือ พอเขามีลูกที่ไม่สมบูรณ์เขาไม่อยากให้ลูกออกมาเจอสังคมเลย กลัวลูกโดนล้อเลียน เวลาอาจารย์ไปเยี่ยมเด็กที่บ้าน บางครอบครัวจะไม่กล้าให้ลูกออกมา เพราะว่าเขาอาย ไม่อยากให้ลูกถูกล้อ นอกจากนี้ ในสังคมของพม่า ซึ่งยึดถือศาสนาพุทธเป็นสรณะ เขาจะมองว่าครอบครัวนี้มีเด็กพิการ เพราะชาติที่แล้วเขาทำอะไรไม่ดีแน่ๆ เลย ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ในชาตินี้
บางครอบครัวเขาก็จะปล่อยลูกไว้ที่บ้านไม่ได้ เพราะว่าลูกพิการ ครั้นจะจ้างคนอื่นๆ มาดูแลลูกก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน เขาก็ต้องเอาลูกไปที่ทำงานด้วย แต่คนที่ทำงานเขาจะไม่ชอบ เขารำคาญ เด็กๆ ที่พิการเขาไม่ค่อยอยู่นิ่งๆ บางทีมารบกวนเพื่อนร่วมงาน ทำให้ไม่มีสมาธิทำงาน ซึ่งครอบครัวก็จะเอาเด็กพิการไปทำงานด้วยไม่ได้ หรือถ้าคนอื่นเขาฟ้อง ผู้ปกครองของเด็กพิการก็จะไม่ได้ทำงาน พอไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้
“ความไม่เข้าใจของคนรอบข้างมันก็เลยกลายเป็นความเครียด ความกดดันของผู้ปกครองที่สะสมขึ้นมาเรื่อยๆ ประกอบกับ ถ้าไม่มีศูนย์การเรียนหรือโรงเรียนสำหรับเด็กพิการ ก็ทำให้ผู้ปกครองไม่ทราบว่าเขาจะทำอย่างไร” ซะยามะพอ เล่าให้ฟัง
ซะยามะพอ เสริมว่า พอมีศูนย์การเรียนฯ มันก็ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าไม่ใช่ฉันคนเดียว ครอบครัวอื่นๆ เขาก็ประสบปัญหาแบบเดียวกัน ก็ได้มาคุยแลกเปลี่ยนกัน ที่ศูนย์การเรียนฯ ก็พยายามให้คำปรึกษาและความตระหนักรู้ด้วยว่า เด็กแบบนี้เป็นเหมือนเด็กคนอื่นๆ แค่เขาไม่ได้เป็นแบบปกติ แต่เด็กมีความสามารถ มีโอกาส มีสิทธิที่เด็กคนหนึ่งควรจะได้รับ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เราพยายามทำให้ผู้ปกครองเห็นว่า เด็กไม่สมบูรณ์ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
สิทธิการรักษาที่ยังจำกัด
เด็กพิการลูกหลานแรงงานข้ามชาติยังประสบปัญหาไม่สามารถซื้อ “หลักประกันสุขภาพ” ทำให้เวลาเจ็บป่วยมักจะต้องไปรักษาที่แม่ตาวคลินิก หรือโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งในกรณีหลังแรงงานข้ามชาติต้องมี “เอกสาร” และราคาค่ารักษาพยาบาลค่อนข้างสูง ซึ่งแรงงานข้ามชาติมักจ่ายไม่ไหว
ซะยามะพอ กล่าวว่า เหตุที่เป็นแบบนี้เนื่องจากภาพจำว่าเด็กพิการจะต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย และกลายเป็นภาระต้นทุนด้านประกันสุขภาพตามมา แต่ในความเป็นจริงเด็กจะหาแพทย์ในเวลาที่จำเป็น หรือโรคที่ต้องเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลเท่านั้น เธอเลยอยากสื่อสารให้เข้าใจด้วยว่าคนที่พิการไม่ใช่โรค เขาแค่ไม่สมบูรณ์ แต่กลายเป็นว่าคนอื่นมองว่าเป็นเด็กพิการแล้ว ต้องหาหมอบ่อย เธอคิดว่าเป็นไปได้อยากให้เด็กพิการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ เหมือนกับแรงงานข้ามชาติคนอื่นๆ
ทั้งนี้ มีข้อกังวลเพิ่มเติมด้วยว่า บางความพิการมักพ่วงมากับสภาวะภายในของโรคอื่นๆ ด้วย เช่น เด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม ก็จะมีปัญหาเรื่องโรคลิ้นหัวใจรั่ว เป็นต้น ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแล หรือต้องดูแลเป็นพิเศษ เด็กก็จะอายุสั้น
‘ดูแลตัวเองได้โดยไม่พึ่งพิงใคร'
“ซอมูกะป่อเซแหว่” หรือที่ศูนย์การเรียนจะเรียกว่า “ซะยาเซ” (คำว่า “ซะยา” (ဆရာ) ภาษาพม่าแปลว่า “ครูผู้ชาย”) เล่าให้ฟังว่า วิธีการสอนของสตาร์ ฟลาวเวอร์ เรียกว่ามีการออกแบบเพื่อรองรับการพัฒนาของเด็กพิการ โดยจะแบ่งวิธีเรียนออกเป็น 3 รูปแบบ ประกอบด้วย
- เรียนรวมแบบกลุ่ม ก็ช่วยเสริมทักษะด้านการใช้ชีวิต อย่างการฝึกแปรงฝัน ล้างมือ หรือเสริมสมรรถภาพทางร่างกาย
- เรียนแบบตัวต่อตัว เพราะว่าเด็กแต่ละคนมีปัญหาการพัฒนาทางด้านทักษะที่ไม่เท่ากัน เด็กบางคนสามารถเรียนรู้ได้เยอะ เขาก็จะเรียนไปได้เร็วกว่า แต่เด็กบางคนพัฒนาการช้ากว่า ก็ต้องใช้เวลานานในการสอน ดังนั้น การสอนเด็กตัวต่อตัว ก็ช่วยเสริมทักษะให้กับเด็กได้ตรงจุด บางคนอาจจะมีปัญหาด้านการพูด การเรียนตัวต่อตัวครูก็จะเข้าไปช่วยเสริมทักษะในด้านนั้นๆ ให้ดีขึ้น
“ทำไมเราต้องเน้นให้เด็กๆ เรียนตัวต่อตัว เพราะว่าเหมือนขวดน้ำเยอะๆ และเราให้น้ำขวดน้ำที่มีรูกว้าง เขาจะรับน้ำได้เยอะกว่า แต่ขวดเล็กจะได้น้อยกว่า การสอนตัวต่อตัวเหมือนเราเอาขวดทีละขวดเติมน้ำให้” ซะยาเซ อดีตวิศวกรโยธาฯ เล่าให้ฟัง
- การเรียนทางด้านวิชาชีพ เพราะว่าเด็กพิการบางคนอาจจะไม่ได้ไปทำงานข้างนอก แต่ช่วงเวลาที่อยู่ที่บ้าน เขาสามารถทำงานได้ เช่น การจัดดอกไม้ เย็บทอผ้า หรือทำกระเป๋าขาย เป็นต้น
บรรยากาศการสอนตัวต่อตัว
จินตภาพของคนทั่วไปอาจมองว่าการเรียนจะต้องเป็นการเรียนในระดับชั้นต่างๆ เช่นในหลักสูตรระบบการศึกษาของไทย เด็กเริ่มเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถมศึกษา ไปจนถึงระดับมัธยมศึกษา แต่เป้าหมายการสอนของ “สตาร์ ฟลาวเวอร์” คือ “เด็กพิการต้องดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร”
“เขาดูแลตัวเองได้ เข้าสังคมได้ ไม่สร้างความวุ่นวายให้แก่คนอื่น และก็ไม่เป็นภาระให้กับครอบครัว ก็เป็นเป้าหมายที่เราตั้งไว้ เป้าหมายของเราอาจจะไม่ใหญ่โต แต่ว่าอยากให้เด็กเหล่านี้ดูแลตัวเองได้ ครอบครัวก็ภาระเบาลง และเมื่อถึงเป้าหมายที่เราตั้งเป้าไว้แล้ว เป้าหมายที่ 2 คือการเรียน ก็เขาอาจจะสามารถไปเรียนที่โรงเรียนปกติได้ ขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคน” ซะยาเซ กล่าว
ซะยามะ “เนเนโมหาน” ครูสอนร้องเพลง ให้ความเห็นทำนองเดียวกันว่า การสอนเด็กให้พึ่งพาตัวเองได้เป็นเรื่องจำเป็น เพราะพ่อแม่ของเด็กพิการจะไม่ได้อยู่กับพวกเขาตลอดชีวิต ทางศูนย์การเรียนฯ พยายามสอนให้เด็กอยู่ได้ด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด และนอกจากการสอนที่ศูนย์การเรียนแล้ว เราก็มีการคุยกับผู้ปกครองด้วยว่า ควรมีวิธีคุยหรืออบรมดูแลเด็กพิการเหล่านี้อย่างไร เป็นพัฒนาการทั้งในบ้านและโรงเรียนควบคู่กันไป ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตเด็กจะสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง
“สุดท้ายเด็กเหล่านี้จะสามารถสร้างอาชีพให้ตัวเองได้ด้วยเช่นกัน และก็เวลาครูกินข้าวเสร็จ พอเด็กมีพัฒนาการเขาก็จะแย่งกันชงกาแฟให้ครู และมีความฝันว่าอยากจะแบบเปิดร้านกาแฟ ทำให้เราเห็นว่าเด็กเขามีพัฒนาการ อนาคตถ้ามันได้รับการพัฒนาเรื่อยๆ เด็กเขาก็จะมีอนาคตเป็นของตัวเองได้ ถึงแม้จะเป็นเด็กพิเศษ แต่เขาสามารถหาเงิน รายได้ให้ตัวเองได้” ซะยามะ เนเนโมหาน กล่าว
กระตุ้นการคิด และตัดสินใจ
นอกจากทักษะการดูแลตัวเอง ซึ่งศูนย์การเรียน “สตาร์ ฟลาวเวอร์” จะมีการสอนให้เป็นประจำทุกวันพุธ ทางศูนย์ฯ ยังฝึกให้เด็กได้ตัดสินใจด้วยตัวเองด้วย ยกตัวอย่างจากการสังเกต เวลาที่เด็กต้องการเข้าห้องน้ำ อาจารย์มักจะถามนักเรียนก่อนเสมอว่า อยากเล่นอยู่ที่เดิม หรืออยากไปเข้าห้องน้ำ เด็กจะหยุดคิดสักครู่หนึ่ง และก็จะบอกความต้องการ
บางกรณีเด็กบางคนจะทานเฉพาะข้าวขาว ไม่ทานกับข้าวอย่างอื่นเลย ทำให้มีข้อกังวลว่าเด็กอาจจะมีปัญหาทางด้านสุขภาพขาดโภชนาการ อาจารย์จะค่อยๆ ปรับให้เด็กทานอาหารที่หลากหลายขึ้น สมมติว่ามีอาหารมาให้ ถ้าเด็กไม่ยอมทาน อาจารย์จะเริ่มจากการเปลี่ยนสีของจานให้สดใส ถ้าเปลี่ยนสีของจานแล้วเด็กยังไม่ยอมทาน อาจารย์จะเอาอาหารที่เด็กชอบกลับมาให้ทาน และวันหลังค่อยลองปรับเมนูใหม่
ซะยามะ เนเนโมหาน เล่าว่า ที่ศูนย์การเรียนฯ จะไม่ได้ใช้ไม้ตี หรือทำโทษเด็ก แต่ใช้วิธีการสื่อสารย้ำบ่อยๆ หรืออาจจะเป็นการใช้เสียงที่หนักแน่นขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เขาคิด และเขาก็จะมีพัฒนาการในการจดจำเรื่องต่างๆ
“ครูเชื่อว่าเด็กตัดสินใจเองได้ และเราพยายามสอนให้เด็กตัดสินใจเอง” ครูสอนดนตรี กล่าว
การสอนพูดข้อกำหนดในห้องเรียนช่วงเช้า เรื่องควรทำ หรือไม่ควรทำ
ซะยามะพอ กล่าวด้วยความดีใจว่า ปี 2567-2568 มีเด็ก 2 คนที่ไปเรียนในศูนย์การเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติปกติ และก็ที่นี่เราปูพื้นฐานก็คือภาษาพม่า ภาษาอังกฤษ และวิชาคณิตศาสตร์ และพอออกไปเรียนที่ศูนย์การเรียนฯ ปกติ เขาก็จะได้เรียนวิชาอื่นๆ เพิ่มเติม
อีกกรณีที่ซะยามะพอ ภูมิใจมากก็คือ ครูผู้ช่วยที่ศูนย์การเรียนสตาร์ฟลาวเวอร์ ปัจจุบันอายุ 18 ปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นนักเรียนของศูนย์ฯ มาก่อน โดยสามารถทำงานและเรียนรู้หน้าที่ได้เหมือนครูเลย แต่จริงๆ เด็กคนดังกล่าวเขาอยากทำงานรับจ้างซ่อมรถยนต์ และจักรยาน แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดทางด้านเอกสาร และการสื่อสารที่ไม่สามารถสื่อสารกับคนทั่วไปได้ ทำให้เป็นเรื่องยากที่เขาจะหางานทำ
เด็กพิการก็คือ ‘มนุษย์คนหนึ่ง'
เมื่อสอบถามกับอาจารย์พอ ว่าเคยเจอความเห็นทำนองว่า ทำไมถึงต้องดูแลหรือให้การศึกษาหรือดูแลเด็กพิการ อาจารย์พอ เผยว่า “อันนี้พูดได้เต็มปากคือเป็นมนุษย์ จะเป็นเด็กที่สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ เขาควรได้รับสิทธิอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งควรได้รับ ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ ก็ควรได้อยู่เหมือนมนุษย์คนหนึ่ง จะต้องได้เรียนรู้และก็ได้กินอาหารที่ดี การเติบโต มีสิทธิที่เขาควรได้รับ ถ้าพูดถึงก็คือเราต้องดูแล ทำไมเด็กเหล่านี้สำคัญ ทำไมเราต้องให้โอกาสก็คือ เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง”
ส่วนเหตุผลที่ใช้ชื่อว่า สตาร์ ฟลาวเวอร์ หรือหากแปลเป็นภาษาไทย ก็คือ “ดอกไม้แห่งดวงดาว” ? ซะยามะพอ เล่าให้ฟังว่า เดิมชื่อนี้มาจากครูใหญ่คนแรก เธอชื่อว่า “ยูซะนะเตง” โดยพวกเขาเปรียบเด็กพิการทุกคนว่าเป็นดอกไม้ (Flower) ที่สวยงาม และดวงดาว เปรียบเสมือนข้อความที่ว่า เด็กๆ ทุกคนสามารถเปล่งประกายได้เหมือนดวงดาว นั่นเอง












