แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/zswa | ดู : 10 ครั้ง จากทั้งหมด 87 ครั้ง ในรอบ 30 วัน
ประชาไทชวน-ศ.ดอกเตอร์สิริพรรณ-นกสวน-สวัสดี-อาจารย์คณะรัฐศาสตร์-จุ

ประชาไทชวน ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์การเลือกตั้ง 2569 และที่สำคัญกว่าคือ ระบบการเมืองที่จะเป็นหลังจากนั้น (สัมภาษณ์เมื่อ 20 ธ.ค.2568) สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

  • การเมืองสามเส้า
  • ปัจจัยในการตัดสินใจของผู้เลือกตั้ง
  • ภูมิใจไทยเติบโตก้าวกระโดดจาก 5 ปัจจัย
  • ภูมิใจไทย ‘พาร์ทเนอร์’ ชนชั้นนำ
  • พลังอนุรักษนิยม ‘ล้อมกรอบ’ พรรคการเมือง
  • แดง-ส้มได้ ‘ใบอนุญาต’ ตั้งรัฐบาล เป็นไปได้?
  • สารพัดอาวุธทำพลังก้าวหน้าอ่อนแอ รวมถึง ‘ทะเลาะกันเอง’
  • สาเหตุรอยแตกร้าวลึก ส้ม-แดง
  • ‘คนยังไม่ตัดสินใจ’ 30% กับทฤษฎี cognitive objects of voting behavior
  • รัฐธรรมนูญ60 ต้องแก้ ถ้าแก้ทั้งฉบับไม่ได้ เริ่มแก้ทีละเรื่อง
  • เหตุผล(อีกอย่าง) ปชน. ‘โหวตอนุทิน’
  • ยังต้องหวังกับ ‘เลือกตั้ง’ แม้ยังไม่เปลี่ยนแปลงได้ดังใจ

หากเราดูบทวิเคราะห์ในสื่อต่างๆ นักวิเคราะห์หลายคนชี้ไปในทำนองที่ว่า การแข่งขันรอบนี้จะเป็นแมตช์ระหว่าง ‘บ้านใหญ่’ (ภูมิใจไทย) กับ ‘หน้าใหม่’ (ประชาชน) สิริพรรณเห็นว่า จะเป็น ‘สามเส้า’ ที่คะแนนไม่ได้ทิ้งห่างกันแบบนำโด่ง

การเมือง 3 เส้า

“พรรคใหญ่ 3 พรรคก็คือ พรรคประชาชน ภูมิใจไทย เพื่อไทย หลายคนอาจมองว่าเพื่อไทยเป็นแค่พรรคตัวแปร คนที่มองแบบนั้นมองมาจากกรอบความคิดที่ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการต่อสู้ระหว่าง  ‘พรรคบ้านใหญ่’ ก็คือพรรคภูมิใจไทย กับ ‘พรรคหน้าใหม่’ ก็คือพรรคประชาชน

บางกูรูบอกคอยดูสิ ครั้งหน้าจะเป็นการสิ้นสุดของบ้านใหญ่เลยทีเดียว”

สิริพรรณ อ้างอิงถึงข้อวิเคราะห์ที่หลายคนพูดว่า ศึกการเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นการสู้กันระหว่าง ส้ม-น้ำเงิน ว่าน่าจับตาดูว่าจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ พรรคประชาชนยังจะได้ สส.หน้าใหม่จำนวนมากเช่นเดียวกับปี 2566 ไหม พรรคภูมิใจไทยที่กำลัง ‘เนื้อหอม’ เป็นแหล่งรวม ‘บ้านใหญ่’ มี สส.ย้ายเข้าพรรคราว 65 คน จะชนะการเลือกตั้งกี่มากน้อย

กรอบการมองเช่นนี้ ไม่ให้น้ำหนัก ‘พรรคเพื่อไทย’ ที่เคยเป็นพรรคอันดับหนึ่งหลายสมัย เพราะคิดว่าคะแนนจะหดหายไปมาก ขณะที่สิริพรรณเห็นว่า เป็นไปได้มากที่พรรคเพื่อไทยจะคะแนนลดลง แต่ไม่ลดถึงขนาดไม่เป็นพรรคตัวแปรเลย ลักษณะการเมืองจะกลายเป็น ‘สามเส้า’ ที่ทั้ง 3 พรรคไม่ได้มีคะแนนห่างโดดจากกันมากนัก

กระนั้นก็ตาม สิริพรรณยังนำเสนอการมองอีกกรอบความคิดหนึ่งนอกเหนือ บ้านใหม่ VS บ้านใหญ่ นั่นคือ การแบ่งปัจจัยที่ประชาชนใช้ในการตัดสินใจเป็น 2 ด้านหลัก คือ 1.เศรษฐกิจปากท้อง 2.ความหวังของระบบการเมืองหลังเลือกตั้ง

ปัจจัยเศรษฐกิจเข้าใจได้แบบตรงไปตรงมา ทุกพรรคต่างพยายามตอบโจทย์นี้กันขมีขมันตามจุดเน้นของตน ส่วนปัจจัยของความคาดหวังที่มีต่อระบบการเมืองหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า แบ่งเป็น 3 ทางเลือก

  • ต้องการเหมือนเดิม รักษาสถานภาพเดิม ไม่ต้องการเปลี่ยน
  • ต้องการเปลี่ยนโครงสร้าง
  • ไม่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง แต่ค่อยเป็นค่อยไป

“ยังมองเห็นว่าเป็นการเมืองสามเส้า แล้วยังไงก็ต้องจับมือกัน น้ำเงิน-ส้ม คุณเท้งออกมาบอกแล้วว่ามันจะไม่เกิดขึ้น หมายความว่าถ้าพรรคภูมิใจไทยชนะ ส้มจะไม่ไปจับด้วย แต่คุณเท้งไม่ได้บอกว่าถ้าส้มชนะ จะไม่จับกุมภูมิใจไทย เราอาจต้องตีความอย่างนี้”

ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘ภูมิใจไทย’ เติบโตก้าวกระโดดจาก 5 ปัจจัย

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของพรรคภูมิใจไทยนั้นน่าสนใจยิ่ง มีปัจจัยเกื้อหนุนหลายอย่าง ทั้งแบบที่สะสมมาและแบบ ‘ส้มหล่น’

“นักวิชาการบางท่านอาจไม่ให้ค่าภูมิใจไทยเท่าไหร่นัก มองเป็นพรรคอุปถัมภ์ท้องถิ่น แต่โดยส่วนตัวมองว่าภูมิใจไทยถึงแม้จะเป็นพรรคที่เน้นอุปถัมภ์แล้วก็มีพื้นที่เหนียวแน่นอยู่ในอีสานใต้ก็จริง แต่ความต่างของภูมิใจไทยตั้งแต่ก่อนขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาล ต่างไปจากอุปถัมภ์ของพรรคอื่น คือ พรรคอื่นที่ใช้บ้านใหญ่ ใช้เครือข่ายอุปถัมภ์ เขาจะปล่อยให้บ้านใหญ่ดำเนินการของตัวเอง สมมติบ้านใหญ่ภายใต้พรรคเพื่อไทยก็สามารถย้ายพรรคไปอยู่พรรคอื่นได้ เพราะไม่ได้ขึ้นตรงกับพรรค แต่อุปถัมภ์ของภูมิใจไทยต่างไปคือขึ้นต่อพรรคโดยตรง เป็นแนวดิ่งที่แม้แต่รัฐมนตรีของพรรคจะต้องดำเนินนโยบายภายใต้โครงสร้างโดยตรงของพรรค”

“แล้วพรรคมีกลไกของพรรคเองคือ สิ่งที่เรียกว่า political machine หรือจักรกลทางการเมืองที่ขึ้นตรงกับพรรค อย่างเช่น อสม. กำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งคนเหล่านี้จะมีความจงรักภักดีกับพรรคภูมิใจไทยเพราะในสมัยที่คุณอนุทินเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขก็ได้สร้างรีวอร์ดให้กับ อสม. ด้วยการขึ้นเงินเดือน เป็นมหาดไทยก็ต่ออายุให้กำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ได้ตลอดชีวิต ดังนั้นเวลาเราพูดถึงภูมิใจไทยมันจึงเป็นอุปถัมภ์บ้านใหญ่ที่ต่างไปจากของพรรคการเมืองอื่น”

นี่คือความเห็นของสิริพรรณ ต่อปัจจัยแรก ว่าด้วย ‘อุปถัมภ์สไตล์ภูมิใจไทยและจักรกลทางการเมือง’ ที่เป็นต้นทุนของพรรค

อย่างไรก็ตาม นอกจากจากอธิบายความต่างของ ‘บ้านใหญ่ภูมิใจไทย’ แล้ว ในส่วนของนิยาม ‘บ้านใหญ่’ ทั่วๆ ไปนั้น อาจารย์รัฐศาสตร์จากรั้วจามจุรี ได้อธิบายเพิ่มเติมสวนกระแส ‘ยี้’ ของสังคมทั่วไปไว้ด้วยว่า เราไม่ควรดูถูกประชาชนที่เลือก สส.จากบ้านใหญ่ เพราะในแง่หนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า นิยามบ้านใหญ่นั้นรวมไปถึง สส.ที่ทำงานพื้นที่อย่างดี เป็น สส.มาหลายสมัย และอาจส่งต่อชัยชนะไปสู่รุ่นถัดมา แต่กระนั้น หากรุ่นใหม่ไม่ทำงานพื้นที่ก็ยากที่จะรักสถานะไว้ได้

ปัจจัยที่สองคือ สายสัมพันธ์อันดีกับ ‘กลไกข้าราชการระดับสูง’ ในหน่วยงานที่ได้เข้าไปบริหาร

“ก่อนหน้านี้ถ้าเราสังเกต เราจะไม่ค่อยเห็นข้าราชการระดับสูงอย่างเช่นระดับปลัด อธิบดี มายืนเป็นวอลเปเปอร์ให้กับนักการเมือง สมมติคุณอภิสิทธิ์ยืน เขาก็จะมีแก๊งไอติมของเขาที่เป็นนักการเมือง แต่ถ้าเป็นรัฐมนตรีภูมิใจไทย คนที่ยืนข้างหลังคือข้าราชการ นี่คือความต่างกันของภูมิใจไทยที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลไกระบบราชการด้วย”

ปัจจัยที่สามคือ ดึงเทคโนแครตเสริมภาพลักษณ์ เมื่อ ‘ส้มหล่น’ พรรคประชาชนโหวตให้ได้จัดตั้งรัฐบาลโดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล แม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยแต่ก็ทำให้มีโควตารัฐมนตรี ‘ฟรี’ 7-8 ที่นั่ง และพรรคภูมิใจก็ไม่รีรอที่จะดึงรัฐมนตรีคนนอกที่น่าสนใจเข้ามาร่วมบริหาร

“ภูมิใจไทยฉลาดมาก แยบยลมาก ที่ไปดึงเทคโนแครต ไปดึงนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงมาอยู่ภายใต้องคาพยพของพรรค แล้วก็ได้เสียงตอบรับที่ดีจากสังคมด้วยโดยเฉพาะคนชั้นกลาง”

ปัจจัยที่ 4 สิริพรรณกล่าวถึงสิ่งที่ปรากฏชัด คือ การไหลเข้าของ สส.จากพรรคต่างๆ

“ทีนี้ถามว่าภูมิใจไทยหลังจากนี้จะโตขึ้นไหม น่าจะต้องประเมินจากประเด็นแรกคือ ภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ในช่วงของการเลือกตั้งเขาดูแลพื้นที่ดี อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้น สส.เก่าของภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กลับมาเยอะ และครั้งนี้มี สส.เก่าย้ายมาเรียกว่าเป็น  mass migration หรือการอพยพครั้งใหญ่เลย ประมาณ 65 คน ดังนั้นถ้ารวมกับ สส.ที่มีอยู่ 68 รวมแล้วก็ราว 130 แล้ว ถ้าได้จริงสัก 70% ก็อยู่ที่ประมาณ 100 บวกลบ แล้วยังมีพื้นที่ที่น่าจะได้มาเพิ่มเช่นพื้นที่ชายแดน เพราะเพื่อไทยอาจจะเสียคะแนนตอนคุณอุ๊งอิ๊งโทรศัพท์กับท่านฮุนเซน”

“อีกสิ่งคือเราจะเห็นคุณอนุทินพยายามอย่างมาก ณ วันนี้ที่เราคุยกันยังไม่ได้มีเสียงตอบรับจากคุณศุภจี หรือคุณเอกนิติ หรือท่านทูตสีหศักดิ์ แต่ชัดเจนว่าคุณอนุทินรู้ว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เคยได้คะแนนนิยมจากคนชั้นกลาง บัญชีรายชื่อครั้งที่แล้วก็ 3% กว่า ได้มาแค่ 3 ที่นั่ง แต่ครั้งนี้รู้ว่าเทคโนแครต นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จช่วยได้ก็จะดึงตรงนี้มา”

ปัจจัยที่ 5 ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาที่ได้เป็นรัฐบาล นับเป็นการอนุญาตให้ภูมิใจไทยได้ใช้พื้นที่ของสื่อเพื่อสื่อสารกับประชาชน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เริ่มจืดจางลง ไม่ค่อยมีใครให้ค่า เรียกได้ว่า เป็น ‘การชุบชีวิตใหม่’ ให้กับพรรคขนาดกลางพรรคนี้ และในฐานะรัฐบาลยังได้โอกาสในการทำนโยบายหลายอย่าง เช่น คนละครึ่งพลัส

“อันนี้ต้องต้องยอมรับว่ามันทำให้ภูมิใจไทยกลับมามีความสำคัญ หลายคนถึงมองว่าอาจจะเป็นพรรคอันดับต้นได้ด้วยซ้ำไป จากที่ไม่เคยได้บัญชีรายชื่อหรือชนะในระดับประเทศมากพอเพราะไม่เคยมีนโยบายที่แข็งแรงจริงๆ แต่ตอนนี้ภูมิใจไทยอยู่ในสปอตไลท์ของคนทั้งประเทศด้วย จุดที่คุณอนุทินก็คงนึกไม่ถึงว่ามันมาขัดจังหวะก็คือน้ำท่วมหาดใหญ่ แต่ก็จะเห็นได้ว่าพอน้ำท่วมหาดใหญ่ปุ๊บ ประเด็นสงครามกับเกิดขึ้นมาทันที ช่างเป็นความบังเอิญที่เหมาะเจาะ”

สิริพรรณประเมินว่า ด้วยปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ คะแนน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทยหลังการเลือกตั้ง อาจเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่ได้เพียง 3% กว่า เป็น 5% หรือด้วยกระแสชาตินิยมหนุนนำประกอบกับคนละครึ่งพลัส อาจไปได้ถึง 8%

“เราไปบวกกับของเดิมที่มี 69 ที่นั่ง สส.ส่วนที่ย้ายเข้าพรรคมาอีก 65 ที่นั่ง และคะแนนที่อาจจะไปตีกินเพื่อไทยอ่าบางพื้นที่ได้อีก ก็คิดว่าเพดานของภูมิใจไทยอยู่ที่ 140 ไม่มากไปกว่านั้น ในบรรดาสามพรรคคือ ภูมิใจไทย ประชาชน เพื่อไทย ค่อนข้างคิดว่าภูมิใจไทยเป็นพรรคที่จะได้คะแนนเพิ่มขึ้นแน่ๆ พรรคอื่นอาจจะเพิ่มหรืออาจจะลด เพื่อไทยมีแนวโน้มจะลดมากกว่าเพิ่ม พรรคประชาชนอาจจะเพิ่มหรืออาจจะลด แต่อย่างที่บอกว่า ณ วันนี้ให้พยากรณ์มันก็คือเดา” สิริพรรณระบุว่า เหตุสำคัญเพราะยังมีคนไม่ตัดสินใจอีกเป็นจำนวนมาก

ภูมิใจไทย ‘พาร์ทเนอร์’ ชนชั้นนำ-ฝ่ายก้าวหน้าโดน ‘ล้อมกรอบ’

ปัจจัยที่ทำให้การเลือกตั้ง 2569 น่าตื่นเต้นขึ้นเพราะต่างไปจากสองครั้งก่อน คือ  สว.หมดอำนาจโหวต (ขัดขวาง) นายกฯ แล้ว การโหวตเลือกนายกฯ จะอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเท่านั้น

แต่แม้อำนาจ สว.ส่วนนี้พ้นไปแล้ว ดูเหมือนผู้คนก็ยังไม่อาจส่งเสียงเฮได้เต็มที่ เพราะสิริพรรณชี้ว่า บรรยากาศของการเลือกตั้งปี 2569 คือ บรรยากาศของการล้อมกรอบพรรคการเมือง

“ชนชั้นนำไทย ซึ่งต้องบอกว่าไม่ใช่เฉพาะทหาร แต่ประกอบไปด้วยพลังอนุรักษนิยม กลุ่มทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มทุนผูกขาดที่ได้สัมปทานจากรัฐ ที่ได้ประโยชน์จากการเข้าถึงทรัพยากร แล้วก็องค์กรอิสระ  ระบบราชการชั้นสูง รวมถึงพรรคการเมืองที่ถูกดูดให้ต้องเข้าร่วม เขาอนุญาตให้คุณเป็นรัฐบาลได้ แต่คุณจะแหลมออกไปนอกลู่ไม่ได้ ถ้าดึงคุณเข้าร่วม คุณก็ต้องเล่นอยู่ในพื้นที่ที่อนุญาตให้เล่น”

อาจารย์รัฐศาสตร์บอกว่า สภาพการณ์เช่นนี้เรียกในภาษาวิชาการว่า containment arrangement หรือระบบที่ล้อมกรอบพรรคการเมือง โดยเครื่องมือที่ใช้ได้แก่ การยุบพรรค การฟ้องคดีอาญา การจับติดคุก การตัดสิทธิทางการเมือง และยังรวมถึงการตั้งพรรคมาเป็นมาเป็นคู่แข่งทางการเมืองด้วย

“องคาพยพของกลุ่มอนุรักษ์นิยม ปี 62 ก็คือพลังประชารัฐ ปี 66 ก็ยังเป็นพลังประชารัฐกับรวมไทยสร้างชาติ เขาแยกกัน ดังนั้น พอหลัง 66 เพื่อไทยข้ามขั้วไปจับมือกับจัดตั้งรัฐบาลก็ถือว่าเป็นเหมือนกับทางผ่านที่อนุญาตให้ลงมาบริหารประเทศชั่วคราว แต่ถ้าเกิดคุณทำอะไรที่ขัดกับผลประโยชน์หรือออกนอกลู่ที่ขีดเส้นไว้ให้ก็จะถูกจัดการ”

“ดังนั้นในการเลือกตั้งปี 69 นี้ เขามีพรรคที่เขาอยากให้เป็นและเชื่อว่าจะอยู่ในกรอบได้ชัดเจนก็คือภูมิใจไทย ซึ่งภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย ส่วนตัวมองว่ามันต่างกัน กรณีเพื่อไทยถูกดึงมาให้มาเป็นผู้เล่นแทนชั่วคราว เป็นหนังหน้าไฟ แต่ภูมิใจไทยเชื่อว่าเป็นพาร์ทเนอร์ เป็นหุ้นส่วนขององคาพยพนี้”

เมื่อถามถึงเหตุผลในการมองพรรคเพื่อไทยว่าไม่ได้ ‘กลายเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำ’ จากการข้ามขั้วตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา อาจารย์ตอบว่า เพราะถ้าพรรคเพื่อไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำจริง เพื่อไทยก็คงได้จัดตั้งรัฐบาลต่อ ทักษิณ ชินวัตร คงไม่ติดคุก เศรษฐา ทวีสิน ก็คงยังเป็นนายกฯ อยู่ และไม่ต้องใช้แพทองธาร ชินวัตร

เมื่อถามว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ‘ถูกยึดใบอนุญาตคืน’  อาจารย์รัฐศาตร์ จุฬาฯ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า คงต้องมองกลับไปดูตั้งแต่รัฐบาลคุณเศรษฐา จุดเปลี่ยนสำคัญน่าจะเป็นเรื่องของการโยกย้ายภายในกรมตำรวจ

‘การริบใบอนุญาต’ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมายาวนาน แต่ดูเหมือนพรรคการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ไม่ว่าจะโดนยุบกี่ครั้ง ก็ยัง ‘สู้ต่อ’

“การริบใบอนุญาตมันพิสูจน์แล้วสองด้าน ด้านหนึ่งมันเป็นต้นทุนของพรรคการเมืองจริงๆ ไม่สามารถบอกว่า “ยักไหล่แล้วไปต่อ” มันทำให้บุคลากรของพรรคหายไป การจัดองค์กรของพรรคหายไป

ศักยภาพของพรรคในการต่อสู้ในพื้นที่การเมืองลดลง แต่ขณะเดียวกันมันไม่สามารถกำจัดพรรคออกไปจากสนามแข่งขันได้อย่างถาวร ตราบใดถ้าพรรคยังมีเจตจำนงที่จะสู้ต่อ เพราะว่าเขายังครอบครองฐานเสียงที่ประชาชนยังเป็นแฟนพันธุ์แท้อยู่”

“อยากจะบอกว่าทั้งสองพรรค เพื่อไทยกับก้าวไกล (ประชาชน) คือพรรคที่อยากจะใช้คำว่า ‘พรรคฝ่ายต้องการการเปลี่ยนแปลง’ หรือต้องการปฏิรูปทั้งคู่ มันไม่ควรจะมีใครจดลิขสิทธิ์ว่าพอใช้คำนี้แล้วพรรคอื่นจะใช้ไม่ได้ มันคือเป็นพรรคฝ่ายก้าวหน้าทั้งคู่ เพียงแต่ว่าความต่างอาจจะอยู่ที่พรรคนึงต้องการเปลี่ยนแปลงเร็ว อีกพรรคนึงอาจจะยอมที่จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง แล้วครั้งที่แล้วยอมร่วมมือกับชนชั้นนำเดิมที่จะเปลี่ยนแปลงไปในจังหวะของตัวเอง”

“พลังคะแนนเสียงตรงนี้ ถ้าเรามองจากผลเลือกตั้ง มันไม่ได้หายไปอย่างสิ้นเชิงจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เพียงแต่ ณ จุดนี้เป็นสิ่งท้าทายว่าเลือกตั้งครั้งหน้าพลังตรงนี้จะผุกร่อนลงไปไหม จากปัจจัยข้อพิพาทชายแดนไทยกัมพูชาและกระแสชาตินิยม ที่อาจจะทำให้พลังก้าวหน้าที่เคยมีอยู่ประมาณ 16-18 ล้านมันหายไปหรือเปล่า”

แดง-ส้มได้ ‘ใบอนุญาต’ ตั้งรัฐบาล เป็นไปได้?

“คำถามคือแดงกับส้มจะได้รับอนุญาตไหม สมมติได้รับอนุญาตพรรคใดพรรคนึงให้จัดตั้งรัฐบาลได้ คุณก็ต้องอยู่ในกรอบที่เขากำหนดไว้ เพราะคุณไม่ได้เป็นพาร์ทเนอร์หรือหุ้นส่วน”

“ถ้าเกิดคุณได้คะแนนเสียงมากพอในการเลือกตั้ง เขาก็ไม่อยากหัก เขาก็อนุญาตให้คุณมาวิ่งในลู่แต่ลู่นี้ถูกขีดเส้นเอาไว้ ถ้าคุณออกนอกลู่ก็จะมีวิธีจัดการเหมือนที่จัดการกับคุณเศรษฐา หรือคุณอุ๊งอิ๊ง หรือจัดการกับพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล ดังนั้น คำตอบคือเป็นไปได้ แต่มันจะเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น”

สิริพรรณย้ำถึงเป้าหมายของพลังอนุรักษนิยมที่ ‘ล้อมกรอบ’ พรรคการเมืองให้ไม่อาจแหลมคมเกินไป และมันยังมีเป้าหมายที่สำคัญยิ่งอีกประการคือ การทำให้พลังฝ่ายค้านทะเลาะกันเอง

“ภาพรวมคืออะไร คือการทำให้พรรคการเมืองไม่ได้เป็นที่หวังที่พึ่งไม่ได้ ลดความเป็นแรงบันดาลใจของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง”

“แล้วหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า โจทย์ใหญ่ก็คือคำถามว่าการเลือกตั้งยังเป็นเครื่องมือของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ใช้ได้ผลอยู่หรือไม่ พร้อมกันนี้สิ่งที่พรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมทำคือเทคโนแครต ดึงกลุ่มทุนที่ดูได้รับการยอมรับเข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้างของการแข่งขันทางการเมือง ทั้งหมดนี้คือความพยายามที่จะทำให้พลังของพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนประชาชนมากกว่ามันอ่อนแรงลง และทำสำเร็จด้วย”

“นี่คือสิ่งเกิดขึ้น เราจะรู้เท่าทันหรือเปล่า ไม่แน่ใจ รู้เท่าทันแล้วเราจะแก้เกมนี้อย่างไร แต่มันเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของของการเลือกตั้งครั้งหน้า”

สิริพรรณย้ำว่า การผนึกกำลังของ ‘ฝ่ายค้าน’ ไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อเดียวกัน แต่เมื่อถึงจุดสำคัญต้องร่วมมือกันได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนสถานการณ์จะกลายเป็น ต่างคนต่างสู้แล้วทะเลาะกันเอง

เมื่อถามถึงตัวแบบการต่อสู้ในต่างประเทศที่อาจให้บทเรียนสำคัญ อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์กล่าวว่า ไม่เห็นที่เหมือนกันเป๊ะ แต่ส่วนที่คล้ายกันคือหลายประเทศในโลกตอนนี้เผชิญความถดถอยของประชาธิปไตย ซึ่งถูกอธิบายด้วย 2 ทฤษฎี อันแรกคือนักการเมืองที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยชอบขยายอำนาจมากเกินไป ทำให้พลังประชาธิปไตยถูกใช้เกินขอบเขต เช่นกรณีดูเตอร์เต หรือโดนัลด์ทรัมป์ ซึ่งกรณีไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น อันที่สองคือกลุ่มที่เรียกว่าเป็นอำนาจนิยม ผู้นำมาจากการเลือกตั้งก็จริงแต่การแข่งขันเอียงตั้งแต่แรก ไม่เป็นธรรม ส่วนนี้จะคล้ายกับสถานการณ์ตอนการเลือกตั้งปี 2562  โดยรวมแล้ว กรณีของไทยต่างจากประเทศอื่น เพราะชนชั้นนำที่อยากจะอยู่ในอำนาจไม่ใช่คนเดียว ไม่ใช่ระบอบประยุทธ์ แต่เป็นองคาพยพหรือเครือข่ายของชนชั้นนำที่เขาได้ประโยชน์ร่วมกันและไม่ต้องการให้มีการจัดระเบียบอำนาจโครงสร้างของสังคมใหม่ที่มันไปกระทบกระเทือนกับผลประโยชน์ที่เขาเคยได้อยู่

“พลังฝ่ายค้าน จริงๆ ผ่านการเลือกตั้งก็ชนะมาทุกครั้ง ทีนี้จะทำยังไงที่จะทำให้พลังที่ผ่านการเลือกตั้งมันอ่อนแอลงเขาถึงจะอยู่ได้นาน ดังนั้นสิ่งที่เขาทำก็คือต้องมีพรรคของเขาเอง ก่อนหน้านี้ก็เป็นพรรคอุ้มบุญมาอย่างประชาธิปัตย์ หรือช่วงเปลี่ยนผ่านก็เอาเพื่อไทยเข้ามา แต่เขาคิดแล้วว่าทำแบบนี้ไม่เสถียรสถาวร เขาก็เอาพรรคการเมืองมาคิดร่วมกันเลยคือพรรคภูมิใจไทย เป็น partnership แต่จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่ที่การเลือกตั้งครั้งหน้า ขณะเดียวกันพรรคอีก 2 พรรคซึ่งคิดว่าเป็นตัวแปรและปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ กล้าธรรมกับประชาธิปัตย์ ทั้งคู่โน้มเอียงไปทางทางอนุรักษ์นิยมอยู่แล้ว ดังนั้น หลายคนถึงมองว่าโอกาสที่พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลสูงกว่า”

“จริงๆ แล้วทางออกของการจะเปลี่ยนแปลงสังคมไทย อยู่ตรงการที่พลังของฝ่ายค้านเป็นเอกภาพ ถ้าเราไปดูประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย อันนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญอันที่หนึ่ง แล้วก็ต้องมีผู้นำทางการเมืองที่มีความต้องการแรงกล้าแรงกล้า จริงใจที่จะเปลี่ยน แล้วมันก็เปลี่ยนผ่านการมีรัฐธรรมนูญนี่แหละ แต่เราอาจมีอีโก้ที่แรงกว่า แล้วก็ไม่ยอมที่จะมาประสานความร่วมมือกัน”

สาเหตุรอยแตกร้าวลึก ส้ม-แดง

สิ่งที่นักวิชาการนำเสนอดูจะเป็น ‘อุดมคติ’ และตรงข้ามกับสภาพความเป็นจริง แต่อาจารย์รัฐศาสตร์ยืนยันว่า หากไปดูการเมืองโลก พรรคที่มีจุดยืนอุดมการณ์ความเชื่อใกล้กันก็มักจะร่วมมือกัน และเป็นธรรมชาติเช่นนั้น แต่หากให้ประเมินความขัดแย้งระหว่าง ส้ม-แดง สิริพรรณมองเห็นปัจจัย 2 อย่างคือ 1. แย่งฐานเสียงเดียวกัน 2.โซเชียลมีเดียและผู้นำทางความคิด

ประเด็นแรกว่าด้วยความที่ใกล้กันในพื้นที่เลือกตั้ง หรืออาจกล่าวได้ว่าแย่งฐานเสียงกันเอง มีตัวอย่างในหลายพื้นที่ว่าถ้ามีการส่ง สส.ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ‘สามเส้า’ อีกพรรคอีกฝั่งหนึ่งอนุรักษนิยมก็จะได้ไปดังนั้นการแข่งขันกันเองจึงป็นสาเหตุเบื้องต้น

ประเด็นที่สองคือ ทั้งสองพรรคนี้มีกลุ่มอาจเรียกว่า ปัญญาชนหรือผู้นำทางความคิดที่แหลมคมมาก และใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือเป็นหลัก เมื่อเกิดการวิวาทะสนทนากันผ่านโซเชียลมีเดียก็ลุกลามบานปลาย สิริพรรณเห็นว่า มันเป็นเครื่องมือที่ไม่เหมาะสมต่อการถกอภิปรายเพราะทำให้เกิดความเข้าใจผิดง่าย จึงเกิดความขัดแย้งในระดับที่เรียกว่า ‘นางแบก’ กับ ‘ด้อมส้ม’ ขึ้นมา ประกอบกับการหยิบใช้ ‘วาทกรรม’ ด้อยค่ากันเองทำให้ความขัดแย้งแผ่กระจายเป็นความความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน

“วาทกรรมมันทำให้ลดทอนความเป็นไปได้ที่จะประสานกัน คือมันไปสร้างรอยปริของความขัดแย้งที่รุนแรงและร้าวลึก ความรู้สึกคนที่เคยเป็นเพื่อนหรือคู่รักกัน พอทะเลาะและแยกทางกัน ถ้าไม่ใช้เหตุผลมันเกลียดกันได้มากกว่าคนที่เคยเป็นศัตรู”

“ถ้ามองการเมืองไทยหลังจากนี้ ที่กังวลที่สุดก็คือ มันไม่มีพื้นที่ของความไว้วางใจที่จะทำงานร่วมกันระหว่างน้ำเงินแดงและส้ม มันหดแคบลงมา ดังนั้นไม่ว่าพรรคไหนจะชนะ พรรคไหนจะได้จัดตั้งรัฐบาลระบบการเมืองต่อจากนี้มันจะตั้งอยู่บนรากฐานที่สั่นคลอน”

สิริพรรณยังชี้ด้วยว่า ในหมู่ประชาชน ความไว้วางใจที่มีต่อพรรคการเมืองก็ลดลงด้วย เพราะทุกพรรคต่างมี ‘บาดแผล’ เช่น กรณีพรรคเพื่อไทยข้ามขั้ว พรรคประชาชนโหวตอนุทิน ทำให้ประชาชนตั้งคำถามว่าตัวตนของพรรคยังเหลือหลงเหลืออยู่แค่ไหน เลือกไปครั้งหน้าจะเป็นตัวแทนของของการตัดสินใจของเราได้อย่างแท้จริงไหม

‘คนยังไม่ตัดสินใจ’ ใคร่ครวญมากขึ้น

ส่วนที่น่าสนใจยิ่งสำหรับการเลือกตั้งรอบนี้คือการตีความ ‘กลุ่มคนยังไม่ตัดสินใจ’ สิริพรรณชี้ชวนให้ดูผลโพลที่สำรวจเมื่อช่วงปลายปี 2568 ว่า มี ‘คนยังไม่ตัดสินใจ’ สูงถึง 30-40% แล้วเชื่อมโยงไปถึงทฤษฎีจิตวิทยาสังคมว่าด้วย ‘cognitive objects of voting behavior’ หรือคือกระบวนการประมวลความคิดผ่านการตีความข้อมูลต่างๆ

ด้วยเหตุที่พรรคการเมืองโดนล้อมกรอบ มีเครื่องมือมากมายที่เสมือน ‘มีด’ จี้คอ ทำให้นโยบายต่างๆ ต้องลดทอนลงมา

“เราเห็นการทำให้จุดยืนนุ่มนวลขึ้น เรื่อง 112 อาจจะไม่ได้ถูกพูดในการเลือกตั้งครั้งหน้า เรื่องยกเลิกเกณฑ์ทหารก็จะทอนลงมาให้เหลือสมัครใจ แม้แต่ประเด็นเรื่องข้อพิพาทชายแดนเขมรก็จะถูกพูดด้วยท่วงทำนองที่รองรับความเห็นของทั้งสองฝ่าย คำถามหลักเลยก็คือว่าแล้วครั้งหน้าคนจะตัดสินใจเลือกด้วยเหตุผลอะไร”

อาจารย์รัฐศาสตร์ ย้ำอีกครั้งว่ามี 2 ปัจจัยหลัก ปัญหาปากท้องเป็นประเด็นสำคัญ และดูเหมือนทุกพรรคการเมืองก็จะมีนโยบายที่ใกล้เคียงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนอีกปัจจัยคือ จุดยืนทางการเมืองหรืออุดมการณ์ การเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 66 จะเน้นตรงนี้ เห็นได้ชัดจากแคมเปญ ‘มีลุง ไม่มีเรา’ ที่มีอิทธิพลสูงมาก แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ประเด็นจุดยืนทางการเมืองจะ ‘เบลอลง’ เพราะไม่ว่าพรรคไหนต่างก็มีจุดอ่อนให้วิพากษ์

“ถ้าเราดูโพลทั้งหลาย เราจะเห็นว่ามีกลุ่มคนที่เลือกไว้แล้ว อยากจะเรียกมันว่า เลือกด้วยความรักและความผูกพันดั้งเดิม affection voting แต่ครั้งนี้เราเห็นว่ามีกลุ่มที่ยังไม่ได้เลือกสูงมาก 30-40% ถ้ามองในแง่ดี คิดว่าสังคมไทยกำลังใช้สติกับใช้ความคิด มีความรอบคอบในการตัดสินใจมากขึ้น”

“จริงๆ ก็เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคอยู่แล้ว อาจจะเคยชอบประชาชน เคยชอบเพื่อไทย เคยชอบภูมิใจไทย แต่เขาเห็นว่าเขายังคิดไม่มากพอ ต้องการคิดอีก กลุ่มตรงนี้แหละเป็นกลุ่มที่ใช้คำว่า cognitive theory เขาต้องการมีกระบวนการคิดมากไปกว่าการตัดสินใจโดยความผูกพันหรือ by default คือไม่ต้องคิดอะไรก็เลือก แต่กลุ่มตรงนี้คือ cognitive mannequin กับ congruence คือเลือกพรรคที่สอดคล้องมากที่สุด หรือมีระยะห่างน้อยที่สุดกับความเชื่อของตัวเอง”

“ดังนั้น มันจะไม่ใช่แค่เรื่องของบ้านใหญ่กับคนหน้าใหม่ แต่เขาจะเลือกเพราะว่าผู้สมัครคนนั้นหรือพรรคการเมืองนั้น มีความใกล้เคียงกับอัตลักษณ์ ตัวตนและความชอบของเขามากที่สุด ความยากของมันก็คือว่าพรรคจะต้องเข้าไปอยู่ในใจของคน วันนี้เรายังไม่เห็นพรรคใดเข้าไปนั่งอยู่ในใจประชาชนได้มากขนาดที่จะสามารถพยากรณ์ได้ว่าพรรคไหนจะชนะ”

รัฐธรรมนูญ 60 ต้องแก้ ถ้าแก้ทั้งฉบับไม่ได้ เริ่มแก้ทีละเรื่อง

การล้อมกรอบพรรคการเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีรัฐธรรมนูญ 2560 และการเริ่มต้นขยับเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว ผ่านคำถามประชามติที่มาพร้อมการเลือกตั้งที่จะถึง ท่ามกลางอุปสรรคขัดขวางมากมาย ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าคำถาม “สมควรมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร

“ต้องบอกเลยว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุด เป็นกุญแจสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งการรักษาระเบียบและโครงสร้างอำนาจของชนชั้นนำชุดนี้ ดังนั้นเขาไม่ต้องการให้แก้ เพราะสามารถจัดการกับรัฐบาลที่ไม่ชอบได้ถึงแม้จะได้รับใบอนุญาตมาแล้วโดยที่ไม่ต้องทำรัฐประหาร”

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ย้ำว่า รัฐธรรมนูญนี้มีลักษณะ rule by referee หรือการใช้องค์กรอิสระและกรรมการในองค์กรอิสระทั้งหลายเป็นอาวุธ สำหรับชนชั้นนำอนุรักษ์ย่อมไม่อยากให้มีแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าจำเป็นต้องแก้ เราก็ไม่รู้เลยว่ามันจะออกมาหน้าตาอย่างไร

“ตอนที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 ถูกคว่ำไปโดย สว.บวกกับการโหวตของพรรคภูมิใจไทย พอร่างนี้ตกไปยังรู้สึกสบายใจกว่า ในแง่ว่ากระบวนการแก้ที่เราไม่สามารถกำกับทิศทางและเนื้อหาได้จะอันตรายกว่านี้ ถามว่าเราจำเป็นต้องแก้ไหม จำเป็นต้องแก้ แต่กระบวนการแก้ควรต้องเป็นกระบวนการที่สุกงอมมากพอ สุกงอมก็คือประชาชนในสังคมมีความเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะแก้ จึงเสนอมาตลอดว่าถ้ายังแก้ทั้งฉบับไม่ได้ ก็แก้รายมาตราไปก่อน แต่คนก็จะเถียงอีกว่าแก้รายมาตราก็ยังต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ก็จริงอยู่ แต่ถ้าเราแก้รายประเด็นแล้วมีความสุกงอมมากพอ เราก็ค่อยๆ ผลักมันได้ มันไม่ง่ายแน่นอน”

สิริพรรณ ยกตัวอย่างการแก้ไขเรื่องอำนาจ สว.ในการเลือกองค์กรอิสระอาจเป็นประเด็นที่ยากเกินไปในสถานการณ์ปัจจุบัน การแก้เรื่องที่มาองค์กรอิสระก็เช่นกันทั้งยังต้องทำประชามติด้วย แต่เรื่องที่เห็นว่าน่าจะพอมีทางเป็นไปได้คือ เรื่องว่าทำไมเราจะต้องมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน ไม่มีประเทศไหนในโลกที่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คนโดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสส.ด้วย

“ในระบบรัฐสภาทั่วไปในโลกนี้ สส.คนใดก็ตามที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้ เราจะไม่มีทางถึงทางตันเลย สอยคุณเศรษฐา สอยคุณแพรทองธาร ก็ไม่จำเป็นจะต้องเหลือแค่คุณประยุทธ์ คุณประวิตร คุณอนุทิน คุณพีรพันธ์ แต่ใครก็ได้ที่สภาผู้แทนราษฎรเลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรี การที่ให้มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คนเป็นการสร้างทางตันทางการเมือง และที่สำคัญคือมันลดทอนความรับผิดชอบทางการเมืองของนายกมนตรีด้วย เพราะนายมนตรีไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”

“นี่คือตัวอย่างที่แก้ได้ แล้วทุกพรรคก็จะได้ประโยชน์ สมควรจะแก้ ถ้าเราแก้แบบนี้แล้วเราทำความเข้าใจถ้าสังคมกดดัน สว.มากพอ เราอาจจะได้เห็นว่ามันสร้างโมเมนตัมหรือพลวัตรที่จะไปผลักดันประเด็นอื่นๆปัญหาของการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือเรายังไม่เคยเทสต์ สว.อย่างจริงจังกับการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา”

นอกจากนี้สิริพรรณยังหยิบยกประเด็นน่าแก้ไขที่พูดถึงบ่อยครั้งแล้ว นั่นคือ แก้มาตรา 90 ของรัฐธรรมนูญเรื่องบัตรเลือกตั้งที่ตอนนี้สส.บัญชีรายชื่อและ สส.เขตเป็นคนละเบอร์กันจนสร้างความสับสนให้ผู้ลงคะแนน

“พรรคการเมืองไปยึดกับการที่บอกว่ารัฐธรรมนูญมาจากเป็นผลผลิตของต้นไม้พิษ ไม่มีทางที่จะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีได้ แต่อันนี้ต้องบอกว่ามันขัดกับข้อเท็จจริง อย่างอินโดนีเซีย ทุกวันนี้ก็ยังใช้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยนายพลซูกาโน่ตั้งแต่ปี 1945 เป็นผู้นำแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จเลย เขาก็ยังใช้อยู่ แล้วเขาก็แก้รายมาตรา 4 ครั้ง ทุกวันนี้รัฐธรรมนูญอินโดนีเซียเหลือเนื้อหาเดิมแค่ 11% เท่านั้น”

เหตุผล(อีกอย่าง)ของการ ‘โหวตอนุทิน’

เมื่อถามว่า เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญในการคลี่คลาย ‘การล้อมกรอบพรรคการเมือง’ และด้วยเหตุนี้พรรคประชาชนจึงเลือกโหวตอนุทินเป็นนายกฯ แต่ท้ายที่สุดดีลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ล้มเหลวไม่เป็นดังหวัง คำถามคือ ทำไมพรรคประชาชนจึงเสี่ยงเดินเส้นทางนี้

นักวิชาการจากรั้วจามจุรีระบุว่า เหตุผลที่แกนนำพรรคพูดคือ ความต้องการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งตามกรอบที่วิเคราะห์มานั้นเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะเป็นอาวุธของพลังอนุรักษนิยม

“ในแง่นี้ก็เข้าใจได้ แต่คำถามใหญ่หลังจากนั้นก็คือ ถ้าต้องการแก้รัฐธรรมนูญโดยใช้ความสมเหตุสมผลของการตัดสินใจ มันไม่ใช่แค่เปิดช่องให้แก้เท่านั้น แต่ต้องไปในทิศทางที่พรรคกำกับได้ ก็คือคุณจะต้องเข้าไปร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรีเพื่อในการประชุมอย่างเช่นการเคาะคำถามประชามติ การกำหนดจังหวะของการโหวตแต่ละรอบของสภา พรรคจะต้องมีโอกาสเข้าไปกำกับด้วย การที่พรรคประชาชนปฏิเสธที่จะไปร่วมรัฐบาลมันเลยเหมือนกับการเขียน ‘เช็คเปล่า’ ให้กับคุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ถือว่าเป็นจุดอ่อนที่โดยส่วนตัวยังไม่สามารถอธิบายความสมเหตุสมผลของการตัดสินใจครั้งนี้ได้”

“ดังนั้นถ้ามองลึกไปกว่านั้นซึ่งอันนี้อาจจะผิด ต้องขออนุญาตออกตัวไว้เลย คิดว่าอาจเป็นไปได้ที่พรรคมีเป้าหมายอื่นด้วย อย่างเช่นโอกาสที่จะได้จัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า ซึ่งยังไม่มีใครบอกได้เพราะโอกาสที่ว่าย่อมต้องมาจากคณิตศาสตร์ทางการเมืองที่มาจากผลการเลือกตั้งก่อน แต่ว่าคิดว่าเป้าหมายหลักเรื่องนี้มันไม่สามารถถูกเขียนในเอ็มโอเอได้ ถ้ามองแบบนี้อาจจะสมเหตุสมผลมากกว่า”

ยังต้องหวังกับ ‘เลือกตั้ง’ แม้ยังไม่เปลี่ยนแปลงได้ดังใจ

เมื่อถามว่า ตามกรอบวิเคราะห์ที่ได้กล่าวมาทั้งหมด คิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีความหวังอยู่หรือไม่ สิริพรรณยอมรับว่า จุดนี้เป็นจุดที่รู้สึกมีความหวังน้อยกับการเลือกตั้ง เพราะไม่คิดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ เรากำลังอยู่ในเกมทางการเมืองที่มีคนเขียนบทมีคนกำกับไว้แล้ว

“คนจำนวนนึงมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความหวัง เพราะคิดว่าคนหน้าใหม่จะเอาชนะบ้านใหญ่ได้ แต่ประเด็นนี้ขอพูด ซึ่งอาจจะโดนทัวร์ลงก็ได้ คือเวลาที่เรามองบ้านใหญ่ ‘บ้านใหญ่’ เป็นคำนาม ไม่ได้เป็นกิริยา มันเป็นผลผลิตของการดูแลพื้นที่ เขาเป็นบ้านใหญ่เพราะเขาชนะเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้งและอาจจะส่งต่อชัยชนะไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน แต่ถ้ารุ่นถัดมาไม่ทำงานพื้นที่ก็ไม่ชนะเลือกตั้งเหมือนกัน ในแง่นี้ต้องทำความเข้าใจสังคมไทยว่าเราอาจจะยังไม่ได้ก้าวพ้นไอ้คำว่า ‘บ้านใหญ่’ ไปอย่างสิ้นเชิง แต่อย่าไปดูถูกเขา อย่าไปดูถูกประชาชนที่เลือกเสียทั้งหมด”

“และถึงที่สุดเราไม่ควรสิ้นหวัง แต่เราควรเข้าใจว่าอันนี้คือพลวัตของการเปลี่ยนแปลงที่ถูกกำหนดโดยด้านนึงก็คือผู้กำกับ อีกด้านนึงก็คือโดยธรรมชาติของสังคมเอง สิ่งที่กังวลใจก็คือ อย่าแค่มองว่าเราชอบพรรคการเมืองไหน นโยบายคืออะไร อยากให้มองว่าหลังเลือกตั้งระบอบการเมืองที่เราจะอยู่ด้วยมันจะเป็นแบบไหน ระบอบการเมืองหลังการเลือกตั้งแบบไหนที่เราอยากอยู่มากที่สุด อยู่แบบเดิม อยู่แบบเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อยู่แบบค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ซึ่งแต่ละคนก็จะมีจินตนาการในระบบการเมืองของตัวเองที่ต่างกัน ความอันตรายที่สุดก็คือ กลุ่มอนุรักษนิยมชนชั้นนำอยากจะเห็นว่าการเลือกตั้งไม่ได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงและไม่ได้เป็นความหวัง ดังนั้น ถ้าเราคิดว่าเราสู้กับพลังตรงนี้ เราจะสิ้นหวังกับการเลือกตั้งไม่ได้ ถึงแม้การเลือกตั้งอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เราในทันที แต่การเลือกตั้งก็ยังเป็นเครื่องมือเดียวที่จะทำให้จินตนาการของระบบการเมืองที่เราใฝ่ฝันเกิดขึ้นได้จริง”

ที่มา ประชาไท ( prachatai.com )

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง 2026-01-12 09:46:00

กรมทะเล เปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ต้อนรับนักเรียน จ.ชุมพร มุ่งสร้า

5 องค์กรผนึกกำลัง เปิดตัว Cyber Booster Season 2 ติดอาวุธทางปัญญา สู้ภัยไซเบอร์ยุค AI

ศาลไม่ให้ประกันตัว 3 จำเลยตระกูลพรประภา คดีปั่นหุ้นมอร์ เหตุไม่ไปพบอัยการตามนัด

รัตภูมิ Active Citizens ต.ท่าชะมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ส่งสัญ 2026-01-11 15:41:00

ผลประโยชน์แอบแฝง sะเบิดปั๊มชายแดน | ข่าวมันส์เขี้ยว

12 ม.ค. 69 เวลา 16.40 น. ถ.บางนาตราด ขาเข้า มุ่งหน้า สนามบิน 2026-01-12 09:51:00

อาชญากรใช้ "สเตเบิลคอยน์" ฟอกเงินให้ถูกกฎหมายไทยได้หรือไม่ น่ากังวลอย่างไร ?

รายงาน : รวิวรรณ รักถิ่นกำเนิด, ดลวรรฒ สุนสุข และ สพล ตัณฑ์ป

ผู้เรียบเรียง

ให้คะแนนความพอใจของคุณ :

0 / 5 คะแนน 0

คุณให้คะแนน:

แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/zswa | ดู : 10 ครั้ง จากทั้งหมด 87 ครั้ง ในรอบ 30 วัน
  1. อาชญากรใช้-“สเตเบิลคอยน์”-ฟอกเงินให้ถูกกฎหมายไทยได้หรือไม่-น่ากังวลอย่างไร-? อาชญากรใช้ “สเตเบิลคอยน์” ฟอกเงินให้ถูกกฎหมายไทยได้หรือไม่ น่ากังวลอย่างไร ?
  2. 🔴 แผนปฏิบัติการ NAP2 ยกระดับธุรกิจบนหลักสิทธิมนุษยชน | เสียงเปลี่ยนเมือง 13 ม.ค. 69 แผนปฏิบัติการ NAP2 ยกระดับธุรกิจบนหลักสิทธิมนุษยชน | เสียงเปลี่ยนเมือง 13 ม.ค. 69
  3. revo-24-️-d-max-19-cr.เเฟนเพจ-(feed--with-fet Revo 2.4 VS. D-max 1.9 - จากแฟนเพจ Fet
  4. รายงาน-:-รวิวรรณ-รักถิ่นกำเนิด,-ดลวรรฒ-สุนสุข-และ-สพล-ตัณฑ์ป รายงาน : รวิวรรณ รักถิ่นกำเนิด, ดลวรรฒ สุนสุข และ สพล ตัณฑ์ป
  5. ครม.เห็นชอบกฎกระทรวงเก็บค่าผ่านทางมอเตอร์เวย์-บางบัวทอง-บางปะอิน ครม.เห็นชอบกฎกระทรวงเก็บค่าผ่านทางมอเตอร์เวย์ บางบัวทอง-บางปะอิน
  6. แนวโน้มอาชญากรรมออนไลน์-วันที่-11-มค-69.-#antiscamcyberce แนวโน้มอาชญากรรมออนไลน์ วันที่ 11 ม.ค. 69 . #antiscamcyberce
  7. –-โหวตโน-สมาชิก-อบต-ท่าชะมวง-อรัตภูมิ-จสงขลา-–-กกต.-เตรีย – โหวตโน สมาชิก อบต. ท่าชะมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา – กกต. เตรีย
  8. 🔴  ข่าวเที่ยงช่องวัน 13 มกราคม 2569 | one31 ข่าวเที่ยงช่องวัน 13 มกราคม 2569 | one31
  9. ขอเชิญผู้ปกครองที่กำลังมองหาโรงเรียน-https://wwwfb.co-|-2026-01-12-08:09:00 ขอเชิญผู้ปกครองที่กำลังมองหาโรงเรียน https://www.fb.co 2026-01-12 08:09:00
  10. เงินติดล้อพักชำระหนี้เงินต้น,ยกเว้นดอกเบี้ย-นานสูงสุด6เดือน-แบ่งเบาภาระลูกค้า-จ.สงขลา เงินติดล้อพักชำระหนี้เงินต้น,ยกเว้นดอกเบี้ย นานสูงสุด6เดือน แบ่งเบาภาระลูกค้า จ.สงขลา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


Share via
Click to Hide Advanced Floating Content
Send this to a friend