
ส่องความพร้อมของอินเดีย จะสามารถเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกได้หรือไม่ ?

ที่มาของภาพ : Tejas Networks
- Writer, ปรีติ กุปตา
- Role, ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยี
สำหรับ อาน็อบ รอย ผู้ร่วมก่อตั้งเตจาส เน็ตเวิร์ก (Tejas Networks) การจัดหาแหล่งของชิปคอมพิวเตอร์ให้รองรับได้อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
บริษัทของเขาซึ่งมีฐานตั้งอยู่ในเมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและการเชื่อมต่อบรอดแบนด์
“โดยพื้นฐานแล้ว เราจัดหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายโทรคมนาคม” เขากล่าว
อุปกรณ์ที่เขาต้องป้อนให้กับลูกค้าต้องใช้ชิปพิเศษที่ออกแบบมาสำหรับงานด้านโทรคมนาคม
“ชิปที่ใช้งานด้านโทรคมนาคมแตกต่างจากชิปสำหรับผู้บริโภคหรือสมาร์ทโฟนโดยพื้นฐาน ชิปโทรคมนาคมต้องจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เข้ามาพร้อมกันจากผู้ใช้หลายแสนคน”
“เครือข่ายพวกนี้ล่มไม่ได้ ความน่าเชื่อถือ ระบบสำรอง และการทำงานที่ปลอดภัยเมื่อเกิดข้อผิดพลาดเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ดังนั้น สถาปัตยกรรมของชิปต้องรองรับสิ่งเหล่านี้” รอยกล่าว
บริษัทเตจาสออกแบบชิปประเภทนี้จำนวนมากในอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเชี่ยวชาญในการออกแบบชิปคอมพิวเตอร์ (หรือที่เรียกว่าเซมิคอนดักเตอร์)
คาดการณ์ว่าวิศวกรที่ออกแบบเซมิคอนดักเตอร์มากถึง 20% ของโลกอยู่ที่อินเดีย
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed readingได้รับความนิยมสูงสุดTerminate of ได้รับความนิยมสูงสุด
“บริษัทชิปรายหลักของโลกเกือบทุกรายมีศูนย์ออกแบบที่ใหญ่ที่สุดไม่ก็รองลงมาอยู่ในอินเดียทั้งสิ้น ซึ่งบริษัทเหล่านี้ทำงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัย” อามิเทช คูมาร์ ซิงห์ รองปลัดกระทรวงอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศของอินเดีย กล่าว
ทว่าสิ่งที่อินเดียขาดแคลนคือบริษัทที่ผลิตเซมิคอนดักเตอร์
ดังนั้น บริษัทอินเดียอย่างเตจาส เน็ตเวิร์ก จึงออกแบบชิปที่เป็นที่ต้องการในอินเดีย แต่ให้โรงงานผลิตในต่างประเทศผลิตให้
ความอ่อนแอของระบบนี้เปิดเผยออกมาในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เมื่ออุปทานชิปเกิดภาวะขาดแคลนและบริษัทต่าง ๆ ในทุกอุตสาหกรรมต้องลดขนาดการผลิตของตนลงไป
“สถานการณ์โรคระบาดทำให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอุตสากหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กระจุกตัวอยู่ในระดับโลกมากเกินไปและการกระจุกตัวนั้นก็นำมาซึ่งความเสี่ยงที่ร้ายแรง” รอยกล่าว
นี่จึงเป็นแรงกระตุ้นให้อินเดียพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นของตนเอง
“โรคโควิด-19 ทำให้เราเห็นว่าห่วงโซ่อุปทานระดับโลกเปราะบางเพียงใด หากส่วนหนึ่งส่วนใดของโลกปิดตัวลง อุตสาหกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์ในทุก ๆ ที่ก็หยุดชะงักลงเช่นกัน” ซิงห์ กล่าว
“นี่จึงเป็นเหตุผลที่อินเดียพัฒนาระบบนิเวศของเซมิคอนดักเตอร์ของตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มสภาวะการพึ่งตนเองให้มากขึ้น” เขากล่าวเสริม
ซิงห์เป็นหัวเรือของรัฐบาลอินเดียที่กำลังมีความพยายามพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเน้นไปที่การระบุส่วนต่าง ๆ ในกระบวนการผลิตที่อินเดียสามารถแทรกตัวเข้าไปแข่งขันได้

ที่มาของภาพ : Getty Pictures
ในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์มีขั้นตอนหลายขั้น ขั้นตอนแรกคือการออกแบบซึ่งถือเป็นจุดแข็งเดิมของอินเดียอยู่แล้ว
ขั้นที่สองคือการผลิตแผ่นเวเฟอร์ (wafer fabrication) ซึ่งเป็นการนำแผ่นซิลิคอนบาง ๆ มาสลักวงจรโดยใช้เครื่องจักรที่มีราคาสูงมาก ขั้นตอนนี้ผลิตในโรงงานขนาดใหญ่ที่เรียกว่าโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์หรือ “แฟบส์” (fabs)
สำหรับกระบวนการนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิปที่มีความซับซ้อนสูงปัจจุบันมีไต้หวันเป็นผู้ครองตลาดหลัก ซึ่งจีนก็กำลังพยายามไล่ตามอยู่
ในขั้นตอนที่สาม แผ่นเวเฟอร์ซิลิคอนขนาดใหญ่ที่ผลิตออกมาจะถูกหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ บรรจุในเคสป้องกัน ก่อนนำไปเชื่อมต่อกับขั้วต่อ และทำการทดสอบ
กระบวนการผลิตในขั้นตอนที่สามนี้เองที่อินเดียเล็งจะเข้าไปในจุดนี้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีชื่อเฉพาะว่า การว่าจ้างบริษัทภายนอกเพื่อประกอบและทดสอบชิปเซมิคอนดักเตอร์ หรือ Outsourced Semiconductor Meeting and Take a look at (Osat)
“การประกอบ ทดสอบ และบรรจุ เป็นกระบวนการที่เริ่มได้ง่ายกว่าการผลิตแผ่นชิปส์ (fabs) และนี่คือจุดที่อินเดียจะขยับเข้าไปเป็นจุดแรก” อาโชก จันดัก ประธานสมาคมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์แห่งอินเดีย ระบุ
เขาบอกด้วยว่าโรงงานที่ดำเนินการงานส่วนนี้จะ “เดินหน้าสู่การผลิตเชิงปริมาณ” ในปีนี้

ที่มาของภาพ : Getty Pictures
บริษัท เคย์เนส เซมิคอน (Kaynes Semicon) ซึ่งก่อตั้งในปี 2023 เป็นบริษัทแรกที่สร้างโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ขึ้นมาและดำเนินกิจการโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอินเดีย
เคย์เนส เซมิคอน ลงทุนเป็นจำนวนเงิน 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8,045 ล้านบาท) เพื่อสร้างโรงงานประกอบและทดสอบชิปส์โดยตั้งอยู่ที่รัฐคุชราต ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย และเริ่มสายพานการบรรจุและทดสอบเมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว
“การบรรจุไม่ใช่แค่เพียงการนำชิปลงบรรจุในกล่อง มันเป็นกระบวนการที่มีขั้นตอนการผลิตถึง 10-12 ขั้น” รากู ปานิกเกอร์ ซีอีโอของเคย์เนส เซมิคอน กล่าว
“นั่นเป็นสาเหตุที่ขั้นตอนการบรรจุและทดสอบก็สำคัญไม่น้อยไปกว่าขั้นการผลิตชิป หากไม่มีขั้นตอนนี้ แผ่นเวเฟอร์ก็ไร้ประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมนี้”
อย่างไรก็ตาม บริษัทเคย์เนส เซมิคอนจะไม่ได้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยที่สุดซึ่งอยู่ในโทรศัพท์มือถือหรือเป็นชิปสำหรับการใช้สำหรับการฝึกเอไอ
“อินเดียไม่จำเป็นต้องมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่ซับซ้อนที่สุดหรือผลิตชิปสำหรับเอไอตั้งแต่วันแรก นั่นไม่ใช่จุดที่เราต้องการ และนั่นไม่ใช่จุดแข็งที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน” ปานิกเกอร์ กล่าว
แต่อุตสาหกรรมชิปที่อินเดียจะกระโดดเข้ามาเป็นชิปที่ใช้ในรถยนต์ โทรคมนาคม และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
“ชิปพวกนี้ไม่ได้เป็นชิปที่หรูหราอะไร แต่มันเป็นชิปราคาไม่สูง แต่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์สำหรับอินเดีย นี่คืออุตสาหกรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับตลาดของตัวเองเป็นอันดับแรก” เขากล่าว “ชิปที่ซับซ้อนอาจมาในภายหลัง แต่ขนาดในเชิงปริมาณต้องมาก่อน”
นี่เป็นเส้นโค้งการเรียนรู้ที่สูงชัน (steep studying curve) สำหรับบริษัท เคย์เนส เซมิคอน เลยทีเดียว
“เราไม่เคยสร้างคลีนรูมสำหรับเซมิคอนดักเตอร์ในอินเดียมาก่อน เราไม่เคยติดตั้งอุปกรณ์นี้มาก่อนเลย และเราไม่เคยฝึกคนของเราเพื่อการนี้มาก่อน” ปานิกเกอร์ กล่าว
“เซมิคอนดักเตอร์ต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้ระเบียบวินัยระดับสูง การบันทึกเอกสาร และการควบคุมกระบวนการในระดับที่แตกต่างอย่างมากจากการผลิตแบบดั้งเดิม การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมนี้สำคัญไม่แพ้กับด้านเทคนิคเลย”
นอกจากนี้การฝึกพนักงานก็เป็นความท้าทายใหญ่เช่นกัน
“การฝึกฝนต้องใช้เวลา คุณไม่สามารถลัดขั้นตอนจากประสบการณ์ 5 ปีให้เหลือเพียง 6 เดือนได้ นี่เป็นสภาพคอขวดขนาดใหญ่” ปานิกเกอร์ กล่าว
กลับมาที่บริษัทเตจาส เน็ตเวิร์กในเมืองบังกาลอร์ อาน็อบ รอย กำลังหาซื้อเทคโนโลยีที่ผลิตได้ในท้องถิ่นมาใช้ในธุรกิจของเขามากขึ้น
“ในช่วงสิบปีถัดไป เราคาดหวังว่าฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์จะเกิดในอินเดีย ซึ่งนั่นจะช่วยบริษัทแบบผมได้โดยตรง” รอยกล่าว และบอกว่า ตอนนี้คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางในระยะยาว
“ผมยังมองเห็นว่าที่สุดแล้ว บริษัทอินเดียจะทั้งออกแบบและผลิตชิปด้านโทรคมนาคมได้ครบวงจร แต่มันต้องใช้ทุนที่ต่อเนื่องและเวลา”
“ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงต้องใช้เวลานานกว่าจะเติบโต แต่ตอนนี้อินเดียกำลังอยู่ในจุดที่กำลังเริ่มมาสนับสนุนการลงทุนประเภทนี้เท่านั้น”













