
สธ. เผยไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว เสียชีวิต 27 เจ็บ 63 ราย สั่งระดม 16 รพ. รับมือผู้ป่วยวิกฤต ด้านกรมอนามัยส่งทีม SEhRT เร่งตรวจก๊าซพิษตกค้างโดยรอบชุมชน
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า จากกรณีที่เมื่อคืนวานนี้ (12 ก.ค.2569) เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในร้านอาหารกึ่งผับ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ถ.ลาดพร้าวซอย 1 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงพื้นที่ติดตามการดูแลรักษาผู้ป่วยจากกรณีเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว พร้อมเปิดเผยข้อมูล ณ เวลา 03.26 น. ยืนยันว่าพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 63 ราย จำแนกตามระดับความรุนแรงของอาการออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ป่วยอาการวิกฤต (สีแดง) 22 ราย อาการปานกลาง (สีเหลือง) 33 ราย และอาการเล็กน้อย (สีเขียว) 8 ราย
สำหรับผู้บาดเจ็บทั้ง 63 ราย ได้ถูกส่งตัวกระจายเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 11 แห่ง ประกอบด้วย
-
โรงพยาบาลราชวิถี 11 ราย
-
โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน 11 ราย
-
โรงพยาบาลวิมุต 9 ราย
-
โรงพยาบาลลาดพร้าว 5 ราย
-
โรงพยาบาลเปาโล เกษตร 5 ราย
-
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 4 ราย
-
โรงพยาบาลรามาธิบดี 4 ราย
-
โรงพยาบาลเพชรเวช 4 ราย
-
โรงพยาบาลตำรวจ 2 ราย
-
โรงพยาบาลโชคชัย 4 2 ราย
-
โรงพยาบาลอื่นๆ แห่งละ 1 ราย ได้แก่ โรงพยาบาลพระราม 9, โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, โรงพยาบาลพญาไท 2, โรงพยาบาลจุฬาภรณ์, โรงพยาบาล CGH พหลโยธิน และโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากผู้ป่วยจากเหตุดังกล่าวมีอาการบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้และมีภาวะสำลักควัน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยเฉพาะทางไฟไหม้ หรือ ICU จึงได้สั่งการให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลใกล้เคียง เตรียมพร้อมหน่วยแผลไฟไหม้และ ICU หากมีความจำเป็นต้องส่งต่อผู้ป่วยมารับการรักษา พร้อมประสานข้อมูลจากเครือข่ายโรงพยาบาลภาครัฐต่างๆ โดยล่าสุดมีโรงพยาบาลที่สามารถรับส่งต่อผู้ป่วยเพิ่มเติมได้ 6 แห่ง ดังนี้
-
โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 1 เตียง
-
โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี 3 เตียง
-
โรงพยาบาลวชิรพยาบาล 1 เตียง / ICU 1 เตียง
-
โรงพยาบาลศิริราช 3 เตียง (กรณีไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ)
-
โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช 1 เตียง
-
โรงพยาบาลชลบุรี 2 เตียง (กรณีใส่ท่อช่วยหายใจ)
ในส่วนของผู้ป่วยจำนวน 11 ราย ที่เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลราชวิถี พบว่าส่วนใหญ่บาดเจ็บจากแผลไฟไหม้ โดยมีอาการวิกฤต 6 ราย อาการปานกลาง 1 ราย อาการเล็กน้อย 1 ราย และอีก 3 ราย ไม่ต้องรับการรักษา ซึ่งล่าสุดผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวสามารถกลับบ้านได้แล้ว คงเหลือผู้ป่วยที่ยังต้องพักรักษาตัวอยู่ 7 ราย
ทั้งนี้ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยสั่งการให้ดูแลรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ และมีกำหนดการจะเดินทางมาเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลราชวิถีในช่วงค่ำของวันนี้
กรมอนามัยส่งทีม SEhRT ลุยพื้นที่คุมควันพิษ
ทางด้านมาตรการป้องกันผลกระทบด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชนรอบนอก มีรายงานเพิ่มเติมว่า เหตุเพลิงไหม้ภายในร้านอาหาร โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ครั้งนี้ มีผู้ประสบเหตุรวมทั้งสิ้น 90 ราย โดยจำแนกเป็นผู้เสียชีวิตทั้งหมด 27 ราย (เพศชาย 9 ราย และเพศหญิง 18 ราย) และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 63 ราย
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ได้แถลงแสดงความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว โดยระบุว่า กรมอนามัยได้มอบหมายให้ ทีมปฏิบัติการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม SEhRT กรมอนามัย และสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ชุมชนโดยรอบจุดเกิดเหตุทันที เพื่อประเมินผลกระทบด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ตรวจวัดคุณภาพอากาศ ให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพแก่ประชาชน พร้อมทั้งสนับสนุนหน้ากากป้องกันฝุ่น N95 สำหรับแจกจ่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อปกป้องและคุ้มครองสุขภาพของประชาชนจากผลกระทบของควันไฟ ควันพิษ และมลพิษทางอากาศที่เกิดจากเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว
ขณะที่ นายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย ให้ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนของสารเคมีและก๊าซพิษว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นภายในอาคารที่มีวัสดุตกแต่งหรือวัสดุซับเสียง เช่น โพลียูรีเทน (PU) หรือพลาสติกบางชนิด เช่น พีวีซี (PVC) ซึ่งเมื่อเกิดการลุกไหม้ จะก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กและก๊าซพิษหลายชนิด ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ (HCN) ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์ (HCl)
ก๊าซเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจและสุขภาพอนามัย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใกล้พื้นที่เกิดเหตุ รวมถึงกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ทางหน่วยงานจึงต้องเร่งสำรวจและประเมินผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนจากควันพิษในพื้นที่โดยรอบอย่างเร่งด่วน
ทั้งนี้ กรมอนามัยได้สื่อสารสร้างการรับรู้และออกคำแนะนำในการป้องกันตนเองสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ดังต่อไปนี้
-
หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้ง หรือการเข้าใกล้บริเวณที่ยังมีกลุ่มควันลอยอยู่
-
หากจำเป็นต้องออกนอกอาคาร ควรทำการสวมหน้ากากป้องกันเพื่อช่วยลดการรับฝุ่นละอองและควันพิษเข้าสู่ร่างกาย
-
ปิดประตูและหน้าต่างอาคารบ้านเรือนให้มิดชิด เพื่อลดการนำควันไฟภายนอกเข้าสู่อาคาร
-
กรณีที่มีเขม่าควันตกค้างภายในบ้าน ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดพื้น ผนัง และพื้นผิวสัมผัสต่างๆ รวมทั้งให้ล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารหรือก่อนสัมผัสใบหน้า
-
สังเกตอาการตนเอง หากมีอาการผิดปกติ เช่น แสบตา ไอ เจ็บคอ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือหมดสติ ให้รีบเดินทางไปพบแพทย์โดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้เสี่ยงสูงและผู้ที่มีโรคประจำตัว
อย่างไรก็ตาม ทีม SEhRT กรมอนามัย ยืนยันว่าจะยังคงทำการติดตามตรวจวัดคุณภาพอากาศและประเมินความเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมให้คำแนะนำแก่ประชาชน เพื่อให้สามารถป้องกันและลดผลกระทบต่อสุขภาพจากเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ได้อย่างเหมาะสมที่สุด













