แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/vr9xfr 📋 | ดู : 10 ครั้ง
scb-fm-มองบาทอาจอ่อนได้ในระยะสั้น-ความเสี่ยง-unwind-carry-commerce-ยังต่ำ-แม้เยนแข็งค่าเร็ว

SCB FM มองเงินบาทอาจอ่อนค่าได้ในระยะสั้น ส่วนความเสี่ยงเรื่องการ Unwind carry commerce ยังต่ำ แม้เงินเยนแข็งค่าเร็ว


กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Monetary Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า เงินบาทเดือนที่ผ่านมาผันผวนแรงจากผลของสงครามในตะวันออกกลางและการแทรกแซงค่าเงินเยน รวมถึงราคาทองคำที่ผันผวน โดยล่าสุดบาทแข็งค่าเร็วตามราคาน้ำมันที่ลดลง เงินเยนที่แข็งค่า และราคาทองคำที่สูงขึ้นเร็ว ในระยะต่อไป คาดว่าเงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าได้ในช่วงสั้น เพราะความไม่แน่นอนของสงครามยังมีอยู่มาก ทำให้ความขัดแย้งอาจกลับมาปะทุเป็นบางช่วง กดดันให้บาทอ่อนค่าได้ อย่างไรก็ดี ในระยะยาวมองว่า เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้เล็กน้อย หากสงครามจบลงได้ตามคาด และ Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ อีกทั้ง มองว่าการขาดดุลการค้าของไทยอาจปรับดีขึ้นได้ในช่วงปลายปี ส่วนประเด็นเรื่องการ Unwind carry commerce หลังจากที่เงินเยนแข็งค่าเร็ว มองว่าความเสี่ยงยังต่ำ เพราะนักลงทุนกระจายการกู้เงินในหลายสกุลมากขึ้น (diversified funding currency) อีกทั้ง โอกาสที่เงินเยนจะแข็งค่าต่ออย่างมีนัยสำคัญยังมีน้อย และการโยกเงินกลับมาญี่ปุ่นจะยังเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นายแพททริก ปูเลีย Head of Monetary Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าเงินบาทเดือนที่ผ่านมาผันผวนแรงจากผลของสงครามในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐเปลี่ยนแปลงมาถึง 60 สตางค์ หรือราว 2% ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ ซึ่งมีจังหวะอ่อนค่าไปแตะระดับอ่อนสุดราว 33.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะกลับมาแข็งค่าช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาสู่ระดับราว 33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ทำให้เงินบาทผันผวนสูงมาจากสงครามที่กลับมาปะทุขึ้นและการเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนในต่างประเทศ

ในช่วงครึ่งแรกของเดือน ก.ค. เงินบาทอ่อนค่าขึ้นต่อเนื่องเพราะ สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังมีการฉีก MOU ที่เคยตกลงกันได้ไปก่อนหน้านี้ รวมถึงมีความกังวลว่าสงครามจะลุกลามไปบริเวณอื่น เช่น ทะเลแดง ทำให้ราคาน้ำมันดิบกลับมาสูงขึ้นเร็ว ซึ่งส่งผลต่อความกังวลด้านเงินเฟ้อทั่วโลก และยังทำให้ดุลการค้าไทยเดือน มิ.ย. กลับมาขาดดุลมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า ธปท. ยังไม่กังวลต่อทิศทางค่าเงิน อีกทั้งยังส่งสัญญาณไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย (Dovish) ขณะที่ประเทศอื่นเริ่มขึ้นดอกเบี้ยแล้ว จึงทำให้มีแรงเทขายเงินบาทมากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เงินบาทจึงอ่อนค่าเป็นอันดับต้น ๆ ในภูมิภาค อย่างไรก็ดี เงินบาทยังกลับมาแข็งค่าได้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเจรจากับอิหร่านอีกครั้ง และกลุ่มประเทศ OPEC+ ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบ ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงได้ค่อนข้างเร็ว หนุนให้เงินบาทกลับมาแข็งค่า นอกจากนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงค่าเงินเยนพร้อมกัน ทำให้เงินเยนแข็งค่าเร็ว หนุนให้เงินภูมิภาคและเงินบาทแข็งค่าตามไปด้วย

ในระยะสั้น เงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าอีกได้ เนื่องจากสงครามยังมีความไม่แน่นอนสูง และเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจยังดี ถึงแม้สหรัฐฯ จะชะลอการโจมตีอิหร่าน แต่การตกลงสันติภาพ (แบบ everlasting deal) ยังอาจทำได้ยาก เนื่องจากจุดยืนของทั้งสองฝั่งยังค่อนข้างแตกต่าง แต่ stock ของขีปนาวุธสกัดกั้นและระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ที่ลดลงมาค่อนข้างมาก อาจทำให้รัฐบาลทรัมป์ลังเลที่จะยกระดับความขัดแย้งเพิ่มขึ้น จึงทำให้ประเมินว่าสงครามน่าจะยังยืดเยื้อต่อไป มีการยิvโจมตีกันเป็นบางช่วงแต่จะไม่ลุกลามรุนแรงมากขึ้น สำหรับประเด็นเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) นายแพททริกมองว่าอาจยังดำเนินการและสื่อสารในโทนเดิม คือ อาจยังระมัดระวังเรื่องเงินเฟ้อเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury yields) และดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐยังอยู่ในระดับสูงในระยะสั้นนี้ได้ สำหรับประเด็นเรื่องการขาดดุลการค้าของไทยที่ตลาดบางส่วนกังวล มองว่าอาจยังขาดดุลต่อในระยะสั้น เพราะการนำเข้ายังขยายตัวสูงกว่าการส่งออก จึงเป็นอีกแรงกดดันให้บาทอาจอ่อนค่าในระยะสั้น นายแพททริกมองกรอบเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ราว 33.30-33.80 ในช่วง 1 เดือนจากนี้ ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้บาทอ่อนค่ามากกว่าคาด คือ สงครามที่กลับมารุนแรงกว่าคาด จนมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายพื้นที่ รวมถึงบริเวณทะเลแดง ซึ่งจะกระทบอุปทานน้ำมันรุนแรง และอาจทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นราว $15-25 ต่อบาร์เรล และทำให้บาทอ่อนค่าไปใกล้เคียง 34.00 ได้

สำหรับในระยะยาว เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้เล็กน้อย หากสงครามจบลงได้ตามคาด และ Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเหมือนที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในขณะนี้ โดยประเมินว่า

– สงครามอาจทุเลาลงได้และอาจจบภายในไตรมาส 4 เพราะเข้าใกล้ US Midterm election ที่จะจัดขึ้นในเดือน พ.ย. อีกทั้ง ปัจจุบัน approval rating ของทรัมป์ปรับต่ำลงมาที่ราว 39.7% ซึ่งใกล้ช่วงที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีในสมัยแรก
– เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอตัวในครึ่งหลังของปี หลังผลจากการลงทุนด้าน AI เริ่มลดความร้อนแรงลง รวมถึงแรงกดดันเงินเฟ้ออาจชะลอลงได้ตามรายได้ที่มีแนวโน้มชะลอลง
– การ Reform ของ Fed อาจเปิดทางสู่การคงดอกเบี้ยแทนที่จะขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด โดยล่าสุดนาย Kevin Warsh ประธาน Fed ได้แต่งตั้ง Project power เพื่อประเมินการทำงานของ Fed และคาดว่าจะทราบผลการประเมินช่วงปลายปี ซึ่งนายแพททริกมองว่ามีโอกาสที่จะปรับเครื่องชี้และแนวทาง
– การขาดดุลการค้าของไทยอาจปรับดีขึ้นได้ ตามแนวโน้มราคาพลังงานที่ลดลง และฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี

นายแพททริก มองกรอบเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ราว 33.30-33.80 ในช่วงปลายปีนี้

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมาเร็วจากการแทรกแซงของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ด้วยขนาดใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ตลาดบางส่วนกังวลเรื่องการ unwind carry commerce ที่ใช้เงินเยนในการ funding ซึ่งอาจกระทบตลาดการเงินโลกในวงกว้าง แต่นายวชิรวัฒน์มองว่า ประเด็นนี้ยังไม่น่ากังวลนัก เนื่องจากกระทรวงคลังสหรัฐฯ (US Treasury) มีการใช้ FIMA Repo Facility ที่อนุญาตให้ BOJ ใช้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury bond) เพื่อกู้สภาพคล่องดอลลาร์มาซื้อเงินเยน จึงไม่กระทบอัตราผลตอบแทนของพันธบัตร (US Treasury yields) โดยตรง นอกจากนี้ กลยุทธ์ EM carry commerce ยังให้ผลตอบแทนดี และไม่มีสัญญาณ Unwind รุนแรง สะท้อนจากดัชนี Bloomberg EM FX Carry Likelihood Premia Index ที่ลดลงเพียง 1% หลังการแทรกแซงของ BOJ ดังนั้น จะเห็นว่า Reaction ในตลาดการเงินที่ค่อนข้างจำกัด ช่วยลดความกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ unwind carry commerce ซ้ำรอยปี 2024 โดยในปัจจุบันนักลงทุนหันไปใช้ เงินยูโร เงินสวิสฟรังก์ และเงินบาท เป็นสกุลเงินสำหรับกู้ยืมแทนเยนมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงหรือผลกระทบของค่าเงินเยนต่อ carry commerce โดยรวมลดลง

สถานการณ์การถือครองเงินเยนปรับสมดุลขึ้นในปีนี้ จากในช่วงเดือน ก.ค. 2024 ที่มีสถานะ short area สูง ทำให้ถูก unwind ได้ค่อนข้างแรง แต่ปัจจุบันการถือครองเงินเยนมีสถานะเป็น lengthy area ทำให้ความเสี่ยงลดลง สำหรับมุมมองในระยะต่อไป นายวชิรวัฒน์มองว่า โอกาสที่เงินเยนจะแข็งค่าต่ออย่างมีนัยสำคัญค่อนข้างต่ำ เนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก กล่าวคือ 1) ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นจะยังค่อนข้างกว้าง โดยมองว่า BOJ น่าจะยังขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป (1 ครั้งในเดือน ก.ย.) ขณะที่ Fed น่าจะคงดอกเบี้ยในปีนี้ และ 2) แนวโน้มในการกลับมาลงทุนในสินทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่นจะเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้อุปสงค์ต่อเงินเยนไม่เปลี่ยนแปลงมาก ดังนั้น จึงมองว่าเงินเยนอาจทรงตัวหรือกลับมาอ่อนค่าเล็กน้อย

สำหรับมุมมองในตลาดบอนด์ ในช่วงที่ผ่านมา Yields ของทั้งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และไทย ผันผวนเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากตลาดปรับมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มสงคราม และแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยคณะกรรมการ Fed หลายท่านยังส่งสัญญาณ Hawkish คือมีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยอีกในปีนี้ และมองเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง เช่น การจ้างงานยังค่อนข้างดี ขณะที่กำลังแรงงานลดลงจากแรงงานต่างชาติที่หายไปบางส่วน ทำให้ Trusty yields ปรับสูงขึ้นเพราะตลาดมองว่า Fed จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อและชะลอเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การลงทุนด้าน AI ที่ยังมีต่อเนื่อง ทำให้ Productiveness ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งดัน Prolonged-length of time yields ในระยะยาว รวมถึงมีความกังวลว่าภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม Hyperscalers จะต้องการสภาพคล่องสูงเพื่อนำมาใช้ลงทุนด้าน AI จึงทำให้บางส่วนกังวลว่าอาจมีอุปทานหุ้นกู้เอกชนเพิ่มเข้ามาในตลาดมาก ซึ่งจะดันให้ bond yields ปรับสูงขึ้น

ในระยะสั้น yields อาจยังเผชิญแรงกดดันด้านสูงต่อได้ จากสงครามและอุปทานพันธบัตร อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาสที่ 4 เป็นต้นไป มองว่าอาจเห็น yields ปรับลดลงได้ จาก 1) Fed อาจไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด เพราะประเมินว่าเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอลง ทั้งในตลาดแรงงาน และเงินเฟ้อ รวมถึงคณะทำงาน Project power ของ Fed ที่อาจสนับสนุนให้ไม่ต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย 2) การลงทุนด้าน AI มีแนวโน้มชะลอลงได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และ 3) สงครามมีแนวโน้มจบลงในช่วงปลายปี ทำให้ความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อลดลงไปด้วย

สำหรับมุมมองอัตราดอกเบี้ยไทย นายวชิรวัฒน์คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในปีนี้ สอดคล้องกับที่ตลาดประเมิน โดย ณ ปัจจุบันตลาดให้โอกาสที่ กนง. จะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ลดลง เหลือราว 25% เท่านั้น ส่วนเหตุผลที่ กนง. น่าจะคงดอกเบี้ยคือ 1) แรงกดดันเงินเฟ้อมาจากด้านอุปทาน แต่นโยบายการเงินเน้นจัดการแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์เป็นหลัก 2) เงินบาทมีเสถียรภาพ ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง กนง. ไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันเงินไหลออก และ 3) เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ต่ำ ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยอาจเพิ่มความเสี่ยง ซ้ำเติมลูกหนี้ที่ประสบปัญหา

ที่มา สำนักข่าวอิศรา ( isranews.org )

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

ผู้เรียบเรียง

ให้คะแนนความพอใจของคุณ :

0 / 5 คะแนน 0

คุณให้คะแนน:

แชร์ลิ้งค์นี้ : https://ด่วน.com/vr9xfr 📋 | ดู : 10 ครั้ง

      ใส่ความเห็น

      อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *


      Share via
      Click to Hide Advanced Floating Content
      ×

      มีแจกคูปองส่วนลด จุกๆ

      ให้เราแนะนำสินค้าไหม มีจ่ายเงินปลายทางด้วยนะ

      ไปกันเล้ยยย
      Send this to a friend
      ล่าสุด
      ×