
เมื่อโรงเรียนกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กไทยถูกกลั่นแกล้งรังแกติดอันดับโลก แล้วใครบ้างจะปกป้องพวกเขา ?

ที่มาของภาพ : Getty Photos
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Function, ผู้สื่อข่าว.
- Published
- เวลาอ่าน: 11 นาที
เบื้องหลังตัวเลขเด็กไทยมากกว่าครึ่งเคยถูกกลั่นแกล้ง-รังแก คือคำถามสำคัญว่าใครกำลังดูแลพวกเขาอยู่จริง ๆ ?
ในปี 2563 กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติหรือยูนิเซฟ (UNICEF) ระบุว่าสัดส่วนนักเรียนที่ถูกรังแก (bullying) จากเพื่อนนักเรียนด้วยกันในไทยสูงถึง 40% รองจากญี่ปุ่น ทำให้ไทยครองสถิติอันดับ 2 ของโลกที่เด็กถูกรังแกในสถานศึกษา
ในปี 2568 สถิตินี้ยังไม่ดีขึ้นและขยายขอบเขตไปยังโลกออนไลน์ จากการสำรวจของยูนิเซฟพบว่าเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 25 ปี ถูกกลั่นแกล้งและเยาะเย้ยทางออนไลน์ โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลกสำหรับการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (cyber bullying)
โรงเรียนคือสถานที่ที่เด็กถูกรังแกมากที่สุด
ในปี 2568 กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ร่วมกับเครือข่ายเฝ้าระวังพฤติกรรมระดับพื้นที่ เก็บข้อมูลเด็กและเยาวชนอายุ 7-25 ปี จำนวน 41,499 คน พบว่าเด็กและเยาวชนเคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งรังแกสูงถึง 65.54% จากรายงานที่เผยแพร่ในเดลินิวส์
วิธีการกลั่นแกล้งรังแกที่พบมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ การถูกล้อชื่อถูกล้อชื่อ พ่อ แม่ คนในครอบครัว (40.97%) การถูกล้อเลียนรูปร่างหน้าตา บุคลิก (37.95%) การถูกประชิดตัวจนรู้สึกอึดอัด (30.38%) การถูกทำร้ายร่างกาย เช่น เตะ ตี ต่อย ตบ ผลัก (28.28%) และถูกกระทำให้รู้สึกด้อยกว่าคนอื่น เช่น เหยียดหยามหรือไม่รับฟังความคิดเห็น (26.27%) โดยส่วนใหญ่จะถูกกลั่นแกล้งโดยเพื่อนถึง 73.Fifty three%
ส่วนสถานที่ที่มักเกิดการกลั่นแกล้งรังแกมากที่สุด คือ โรงเรียน (83.35%) ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งได้รับผลกระทบทางจิตใจ โดยผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่าครึ่งบอกว่ารู้สึกอับอาย บางส่วนรู้สึกโกรธแค้นหรืออยากเอาคืน หรือบางคนบอกว่ารู้สึกเหนื่อยล้า ไม่ค่อยมีพลัง โดยพบว่ามากกว่า 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสำรวจมีความคิดทำร้ายตัวเองด้วย
เมื่อเจาะลึกเข้าไปในโรงเรียน ซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้และการเติบโตของเด็กและเยาวชน กลับพบว่ายังคงมีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลสำรวจของสภาองค์กรของผู้บริโภค ระหว่างวันที่ 8-22 เม.ย. 2568 จากผู้ตอบแบบสอบถาม 798 ราย พบว่า 337 ราย หรือ 42% เคยมีประสบการณ์หรือพบเห็นความรุนแรงในโรงเรียน
ผลสำรวจดังกล่าวระบุว่า ความรุนแรงทางกายยังคงเป็นปัญหาที่พบได้อย่างชัดเจนในโรงเรียน โดยพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือการตี คิดเป็น 62.6% รองลงมาคือการต่อย 52.8% และการเตะ 37.7% นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมอื่น ๆเช่น ผม การข่มขู่ และการบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ แม้บางกรณีจะไม่ใช่การทำร้ายร่างกายโดยตรง แต่ก็สะท้อนถึงการใช้อำนาจหรือกำลังในลักษณะที่ไม่เหมาะสม
Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed readingได้รับความนิยมสูงสุดDiscontinue of ได้รับความนิยมสูงสุด
ขณะที่ความรุนแรงทางวาจาเป็นอีกรูปแบบที่เด็กจำนวนมากต้องเผชิญ โดย 68.7% ระบุว่าเคยถูกพูดจาทำร้ายจิตใจ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบมากที่สุด รองลงมาคือการนินทาและการพูดเสียดสี 63.3% และการล้อเลียนรูปร่างหรือบุคลิก 52.8% ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า คำพูดยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดทอนคุณค่าและสร้างบาดแผลทางใจแก่ผู้อื่น

ที่มาของภาพ : Getty Photos
ในด้านความรุนแรงทางสังคม ผลสำรวจพบว่าการล้อเลียนหรือทำให้อับอายต่อหน้าผู้อื่น และการพูดลับหลังหรือปล่อยข่าวลือ เกิดขึ้นในสัดส่วนเท่ากันที่ 50.1% สะท้อนว่าการประจานหรือบ่อนทำลายชื่อเสียงยังเป็นรูปแบบสำคัญของการรังแกในหมู่นักเรียน นอกจากนี้ยังพบการกีดกันออกจากกลุ่มหรือไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรม 31.8% ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกโดดเดี่ยว ขาดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และกระทบต่อความมั่นคงทางอารมณ์ในระยะยาว
ส่วนความรุนแรงบนโลกไซเบอร์ แม้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 59.8% จะระบุว่าไม่เคยพบเจอการรังแกในรูปแบบดังกล่าว แต่ผลลัพธ์นี้อาจสะท้อนถึงการไม่ตระหนักว่าตนเองกำลังตกเป็นเหยื่อของการคุกคามออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มที่เคยเผชิญการรังแก พบว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือการโพสต์ข้อความด่าทอหรือเหยียดหยาม 27.6% รองลงมาคือการปล่อยข่าวลือ 13.5% และการกีดกันออกจากกลุ่มออนไลน์ 12.9% ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็ก
นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมรุนแรงในโลกออนไลน์ที่น่ากังวล เช่น การคุกคามทางเพศ การแบล็กเมล์ และการตัดต่อภาพเพื่อสร้างความเสียหาย แม้จะเกิดขึ้นในสัดส่วนไม่สูงนัก แต่สามารถส่งผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงและยาวนาน ทั้งความอับอาย ความหวาดกลัว และการสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในระยะยาว
วัฒนธรรมไทยมีส่วนหล่อหลอมพฤติกรรมการรังแกหรือไม่
ในปี 2564 มีงานศึกษาชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์กระบวนการยุติธรรมทางอาญาระหว่างประเทศ (International Journal of Criminal Justice Sciences) เพื่อศึกษาว่าพฤติกรรมการรังแก (bullying) ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมไทยหรือไม่ โดยทีมนักวิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานทั้งจากการสำรวจความเห็นจากนักเรียนจำนวน 400 ราย และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารโรงเรียน ครู นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องรวม 15 ราย
ผลการศึกษาพบว่าพฤติกรรมการรังแกที่พบมากที่สุดคือการรังแกทางวาจา รองลงมาคือการรังแกทางสังคม (การรังแกที่มุ่งทำลายความสัมพันธ์ทางสังคมหรือสถานะของบุคคลในกลุ่ม มากกว่าการใช้กำลังหรือคำพูดโดยตรง) การรังแกทางร่างกาย และการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังพบว่าการรังแกทั้ง 4 รูปแบบมีความสัมพันธ์กัน โดยเมื่อการรังแกรูปแบบหนึ่งเพิ่มขึ้น การรังแกรูปแบบอื่นก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ผลการวิจัยเชิงคุณภาพยังพบว่า พฤติกรรมการรังแกสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วัยก่อนเข้าโรงเรียน เช่น การล้อชื่อพ่อแม่ หรือการเรียกเพื่อนด้วยชื่อสัตว์ตามลักษณะภายนอก เช่น หมู ช้าง คนผิวดำ หรือคนอ้วน โดยเด็กจำนวนมากมองว่าเป็นเรื่องล้อเล่นมากกว่าการรังแก ขณะที่คนรอบข้าง รวมถึงครูหรือผู้ปกครอง มักหัวเราะไปกับเหตุการณ์ดังกล่าว แม้เด็กที่ถูกล้อจะรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจก็ตาม เด็กจำนวนหนึ่งไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ เนื่องจากผู้ใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และมองว่าเป็นเพียงการหยอกล้อของเด็ก ๆ
โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมีการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัล ครูบางรายใช้ถ้อยคำที่สร้างความไม่พอใจ พูดบ่น หรือพูดล้อเด็ก โดยไม่ได้ตระหนักว่าคำพูดดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเด็ก เนื่องจากมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสอน หรือทำไปเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น โดยไม่ตระหนักว่าถ้อยคำดังกล่าวอาจกระทบต่อจิตใจเด็ก โดยเฉพาะในเด็กบางคนที่มีความเปราะบางทางจิตใจหรือมีปัญหาในการเข้าสังคม อาจได้รับผลกระทบและรู้สึกแปลกแยกจากเพื่อนร่วมชั้นได้
นอกจากนี้ ปฏิกิริยาของครูต่อปัญหาการรังแกมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของนักเรียนด้วย หากครูให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมและปฏิบัติต่อนักเรียนอย่างเท่าเทียม จะช่วยสร้างความไว้วางใจให้เด็กกล้าขอความช่วยเหลือเมื่อถูกกลั่นแกล้งหรือเผชิญปัญหาอื่น ๆ งานศึกษาดังกล่าวระบุ
ข้อมูลจากงานวิจัยชิ้นนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในเมืองใหญ่ของไทยมักมีจำนวนนักเรียนมากเมื่อเทียบกับจำนวนครู ทำให้ครูไม่สามารถดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง และบางครั้งไม่รับรู้ว่ามีนักเรียนคนใดกำลังประสบปัญหาถูกกลั่นแกล้งอยู่
โรงเรียนขนาดใหญ่ เช่น โรงเรียนในกรุงเทพมหานคร ( กทม. ) ยังมีนักเรียนที่มาจากครอบครัวและชนชั้นทางสังคมหลากหลาย ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้อาจกลายเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการรังแกได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองจำนวนมากต้องทำงานนอกบ้านและมีเวลาดูแลบุตรหลานอย่างจำกัด
งานศึกษาระบุต่อว่าในบางครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวของนักเรียนโรงเรียนรัฐบาล ผู้ปกครองมักไม่มีเวลาพูดคุยกับบุตรหลาน เมื่อเด็กประสบปัญหา จึงขาดโอกาสที่จะปรึกษาหรือระบายความรู้สึก นอกจากนี้ วัฒนธรรมไทยยังปลูกฝังให้เด็กอดทนต่อปัญหาโดยไม่ได้รับการรับฟังหรือการสนับสนุนอย่างเพียงพอ
การรังแกไม่ได้จบลงภายในโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่สื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากนักเรียนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย พวกเขาใช้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ในการสื่อสารและติดต่อกัน แม้จะอยู่นอกโรงเรียน จึงเกิดการโพสต์ พาดพิง เสียดสี หรือเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อน ซึ่งอาจเป็นการต่อยอดจากปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองบางรายก็ไม่มีเวลาควบคุมการใช้สื่อออนไลน์ของบุตรหลาน ทำให้การกลั่นแกล้งทางออนไลน์กลายเป็นช่องทางสานต่อการรังแกจากในโรงเรียน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเรียนออนไลน์ซึ่งแนวโน้มการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์เพิ่มสูงขึ้น

ที่มาของภาพ : Getty Photos
นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังชี้ว่าสังคมไทยมีแนวโน้มมองว่าการล้อเลียน การหยอกล้อ หรือการแซวกันว่าเป็นการทักทาย การสร้างความสนิทสนม หรือเป็นเรื่องขำขัน มากกว่าจะมองว่าเป็นการรังแก และในวัฒนธรรมไทยยังมีการทักทายด้วยการกล่าวถึงรูปร่างหน้าตา เช่น อ้วนขึ้น ผอมลง หรือสีผิวที่เปลี่ยนไป ทำให้เด็กซึมซับจากวัฒนธรรมและค่านิยมในสังคมเหล่านี้ไปโดยไม่รู้ตัว และนำไปสู่การรังแกทางวาจาในโรงเรียนได้
งานวิจัยยังเชื่อมโยงการรังแกกับวัฒนธรรมอาวุโสและความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมไทย โดยเห็นว่าผู้ที่อายุน้อยกว่าหรือมีสถานะด้อยกว่ามักไม่กล้าตอบโต้หรือปกป้องตนเองเมื่อถูกกระทำด้วยเช่นกัน
ผู้วิจัยยังระบุว่าความแตกต่างสำคัญระหว่างไทยกับสังคมตะวันตกอีกประการหนึ่ง คือ ในสังคมไทยตีความว่าการล้อกันอาจเป็นสัญลักษณ์ของความใกล้ชิดหรือความสนิทสนม ขณะที่ในอีกมิติหนึ่งก็อาจเป็นการใช้อำนาจกดทับผู้อื่นได้เช่นกัน ส่งผลให้สังคมแยกเส้นแบ่งระหว่าง “วัฒนธรรม” กับ “การรังแก” ได้ยาก และทำให้ปัญหาถูกมองข้ามมาเป็นเวลานาน
โดยสรุป งานศึกษาชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการรังแกปรากฏอยู่ในชีวิตของเด็กมาโดยตลอด และพฤติกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยบางประการ ได้แก่ การนินทา การเล่นพรรคเล่นพวก การกดทับผู้อื่น เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสังคมเริ่มตระหนักถึงผลกระทบของการรังแกมากขึ้น จากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่กว้างขวางและการนำเสนอผลเสียของการรังแกผ่านสื่อต่าง ๆ ทำให้ทัศนคติของสังคมต่อปัญหานี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกมากขึ้น

ที่มาของภาพ : Getty Photos
สุดท้ายแล้วมีอะไรช่วยดูแลเด็กไทยที่ถูกกลั่นแกล้งรังแกบ้าง ?
ในปีนี้ กระทรวงศึกษาธิการริเริ่มโครงการชื่อว่า “เปิดเทอมใหม่ โรงเรียนปลอดภัยสำหรับเด็ก (Tiny one-Pleasant Faculty) ปี 2569” เพื่อเชื่อมโยงระบบโรงเรียนปลอดภัย (Stable Faculty) เขากับสายด่วน 1300 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้เด็ก นักเรียน ผู้ปกครอง และครู สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความรวดเร็ว ปลอดภัย และรักษาความลับของผู้แจ้ง
โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในการยกระดับความปลอดภัยและสวัสดิภาพเด็ก ป้องกันปัญหาความรุนแรง การกลั่นแกล้งรังแก และการละเมิดสิทธิเด็ก ทั้งในสถานศึกษาและโลกออนไลน์
นอกจากนี้ ยังมีศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ที่มีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน คุ้มครองสิทธิ และดูแลความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริงด้วย
ทว่า หากเด็กและเยาวชนต้องการเข้ารับคำปรึกษาหรือรับการช่วยเหลือจากจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ก็อาจพบกับปัญหาจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ที่ยังมีไม่เพียงพอ
รายงานของสำนักข่าวเอชโฟกัส (Hfocus) ในปี 2565 ระบุว่าประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นจำนวน 112 คน ขณะที่รายงานอีกชิ้นหนึ่งระบุว่าในปี 2568 มีศักยภาพผลิตจิตแพทย์ด้านนี้ 19 คน แบ่งเป็นจากสถาบันอุดมศึกษาหรือโรงเรียนแพทย์ 17 คน และสถาบันสังกัดกรมสุขภาพจิตอีก 2 คน
ปัจจุบัน โดยภาพรวมแล้วไทยไม่ได้ขาดแคลนแค่จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเท่านั้น แต่โดยภาพรวมมีจิตแพทย์ทั้งประเทศรวมกันอย่างน้อย 845 คน คิดเป็นสัดส่วน 1.28 คนต่อจำนวนประชากร 1 แสนประชากร ต่ำกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ 10 คนต่อจำนวนประชากร 1 แสนคน
คำถามอาจไม่ใช่แค่รัฐ “มีระบบดูแล” หรือไม่
นายธนวรรธน์ สุวรรณปาล อดีตครูผู้สอนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นนักวิชาการอิสระ เปิดเผยกับ.ว่า โครงการต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการแสดงให้เห็นว่า อย่างน้อยที่สุดหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุดก็เริ่มมองเห็นปัญหาการกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียน แม้โครงการเหล่านี้อาจยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายนัก
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียนไม่อาจอธิบายได้ด้วยบริบทของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะโรงเรียนเป็นเพียงภาพสะท้อนส่วนหนึ่งของสังคมที่ใหญ่กว่า เด็กแต่ละคนเติบโตมาจากภูมิหลังและเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกัน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญความขัดแย้งระหว่างกันเมื่อมาอยู่ร่วมกันในโรงเรียน
“ความขัดแย้งมันเป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ แต่ประเด็นคือวัฒนธรรมแบบไหน สังคมแบบไหน สภาพแวดล้อมแบบไหนที่ทำให้เกิดความรุนแรง และสภาพแวดล้อมหรือวัฒนธรรมแบบไหนที่จะช่วยลดโอกาสในการเกิดสิ่งเหล่านี้” เขากล่าว
ในมุมมองของนายธนวรรธน์ ปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมเด็กเริ่มต้นจากสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของสังคมที่ใกล้ชิดและมีอิทธิพลต่อเด็กมากที่สุด แต่ละครอบครัวล้วนเผชิญปัญหาและแรงกดดันแตกต่างกันออกไป
สำหรับครอบครัวชนชั้นกลาง เขาพบว่าพ่อแม่จำนวนไม่น้อยพยายาม “ชดเชยปม” ในวัยเด็กของตนเองด้วยการประคบประหงมลูกมากเกินไป ส่งผลให้เด็กไม่สามารถจัดการกับความผิดหวัง ความล้มเหลว หรือความกดดันทางอารมณ์ได้ดีนัก ขณะที่บางครอบครัวก็ฝากความคาดหวังเรื่องความสำเร็จไว้กับลูกสูงเกินไป จนกลายเป็นความกดดันโดยไม่รู้ตัว
ส่วนครอบครัวชนชั้นแรงงานหรือชนชั้นล่าง มักเผชิญแรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะในกรณีพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือผู้ปกครองที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนแทบไม่มีเวลาให้ลูก แม้แต่การเข้าร่วมประชุมผู้ปกครองก็อาจเป็นเรื่องยาก เพราะการลางานหมายถึงการสูญเสียรายได้ หรือบางแห่งนายจ้างไม่อนุญาตให้ลางานเพื่อมาประชุมด้วยซ้ำ
“เรากำลังจะบอกว่าผู้ปกครองถูกทำให้ไม่มีทางเลือก หมายความว่าด้วยสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สิทธิแรงงานที่ถูกละเลย มันก็ทำให้การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งถูกลดความสำคัญลงไป”
นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ “ครอบครัวแหว่งกลาง” ที่พบได้บ่อยในสังคมไทย หมายถึงกรณีที่เด็กเติบโตภายใต้การดูแลของปู่ย่าเสียชีวิตาย แทนที่จะเป็นพ่อแม่ อันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่ทำให้พ่อแม่ต้องออกไปทำงานไกลบ้าน หรือเกิดจากปัญหาการหย่าร้าง รวมถึงการมีบุตรโดยขาดความพร้อม
“การทิ้งไว้ให้ปู่ย่าเสียชีวิตายเลี้ยง ด้วยช่องว่างระหว่างวัยที่ห่างกันมาก ถึงแม้เขาเคยเลี้ยงเด็กหรือมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงเด็ก แต่ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ตอนผมสอนอยู่ ก็เคยเจอแบบนี้แล้วแก้อะไรไม่ได้แล้ว พ่อแม่ทิ้งให้ย่าเลี้ยง แล้วดูจอตั้งแต่เด็ก ๆ กว่าจะพูดได้ก็ 7 ขวบ ก็มีปัญหาเข้ากับเพื่อน เข้ากับสังคมไม่ได้ แสดงออกไม่เป็น” นายธนวรรธน์ กล่าว
เมื่อเด็กที่เติบโตมาจากเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกันถูกส่งต่อเข้าสู่โรงเรียน ความคาดหวังก็มักตกอยู่ที่ครูให้ทำหน้าที่ดูแลและช่วยเหลือเด็ก แต่ในความเป็นจริง นายธนวรรธน์มองว่าครูจำนวนมากไม่สามารถดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากขนาดชั้นเรียนที่ใหญ่เกินไป
เขาตั้งข้อสังเกตว่า เด็กหน้าห้องและเด็กหลังห้องมักอยู่ในสายตาของครูเสมอ กลุ่มแรกคือเด็กที่มีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น ส่วนอีกกลุ่มคือเด็กที่มักมีปัญหาจนต้องได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษ แต่เด็กอีกจำนวนมากที่อยู่ระหว่างสองกลุ่มนี้กลับมีโอกาสถูกมองข้ามโดยไม่รู้ตัว
“เด็กที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองกลุ่มนี้จะดูเงียบ ๆ เรียบร้อย ไม่แสดงออกทางพฤติกรรมที่ก้าวร้าวหรือโดดเด่น ทำให้ครูหรือผู้ปกครองอาจมองว่าพวกเขาไม่มีปัญหาอะไร เด็กที่ดูเงียบ ๆ หลายครั้งมีปัญหาเยอะมาก แต่ไม่มีใครรู้ว่าเด็กคิดอะไร เพราะไม่ได้แสดงออกมา”

ที่มาของภาพ : Getty Photos
เขากล่าวว่า แม้สังคมจะคาดหวังให้ครูผู้สอนหรือครูที่ปรึกษาใส่ใจนักเรียนทุกคนอย่างรอบด้าน แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะครูไทยในปัจจุบันไม่ได้มีหน้าที่เพียงการสอนและดูแลเด็กเท่านั้น หากยังต้องรับผิดชอบงานธุรการต่าง ๆ จนทำให้ครูจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในสภาวะที่เขาเรียกว่า “โดดเดี่ยว” ไม่ต่างจากเด็ก
นายธนวรรธน์ยอมรับว่ามีครูจำนวนมากพยายามทำงานด้านการดูแลสุขภาวะทางใจของเด็กมากขึ้น ทั้งการรับฟังปัญหาและการสร้างความไว้วางใจ แต่เมื่อพิจารณาจากระบบประเมินวิทยฐานะของไทย เขามองว่างานลักษณะนี้ยังไม่ได้รับความสำคัญเทียบเท่ากับตัวชี้วัดด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
นอกจากข้อจำกัดด้านภาระงานแล้ว เขายังเห็นว่าโรงเรียนไทยจำนวนมากยังถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมอำนาจนิยม ครูบางส่วนจึงคุ้นชินกับการจัดการนักเรียนผ่านระบบรางวัลและการลงโทษ มากกว่าการพยายามทำความเข้าใจที่มาของพฤติกรรม
นายธนวรรธน์ยกตัวอย่างว่า เด็กที่รังแกเพื่อน เป็นหัวโจก หรือแสดงความรุนแรงในโรงเรียน อาจไม่ได้เป็นเพียงผู้กระทำ แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจเป็นเหยื่อของการขาดความรัก การไม่ได้รับการยอมรับ หรือการไม่มีตัวตนในครอบครัว เด็กจึงพยายามแสวงหาความสนใจและการยอมรับจากคนรอบข้างผ่านวิธีการที่ไม่เหมาะสม
ดังนั้น หากครูมองเด็กผ่านกรอบคิดแบบการลงโทษและการให้รางวัลเพียงอย่างเดียว ก็อาจมองไม่เห็นรากของปัญหาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ครูจะสามารถสังเกตเห็นว่าเด็กคนหนึ่งกำลังเผชิญปัญหา คำถามสำคัญคือ เมื่อปัญหานั้นเกินขีดความสามารถของครูแล้ว จะมีกลไกใดเข้ามาช่วยเหลือต่อ
เขาระบุว่าปัจจุบัน ครูแนะแนวหรือครูที่ปรึกษาหลายคนยังต้องพึ่งพา “คอนแทคส่วนตัว” เพื่อประสานงานกับหน่วยงานภายนอกและส่งต่อเด็กเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือโดยสหวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ ทั้งที่ควรมีกลไกเชิงระบบรองรับการทำงานลักษณะนี้อยู่แล้ว
“การที่เด็กคนหนึ่งจะได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีกลายเป็นเรื่องของความโชคดี ว่าจะเจอครูที่ปรึกษาที่ใส่ใจหรือมีช่องทางในการส่งต่อหรือไม่ มากกว่าจะเป็นเรื่องของสวัสดิภาพที่ระบบควรมอบให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม” นายธนวรรธน์กล่าวกับ.













