
‘ทักษิณ’ ปาฐกถาพิเศษชี้เศรษฐกิจไทย ‘อ่อนแอ’ ต้องรื้อโครงสร้างครั้งใหญ่ พร้อมเตือนรับมือภัยคุกคามใหม่ กระทบ ‘ความมั่นคง-เศรษฐกิจ’ ระบุระบบราชการไทย ‘ใหญ่โต’ สร้างภาระประชาชน เสนอนำ AI เข้ามาใช้ ยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค
………………………………….
เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ที่โรงแรมดุสิตธานี นายนำโชค โสมาภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “Breaking Thru the Worldwide” พร้อมประกาศวิสัยทัศน์เป็นองค์กรเทคโนโลยีไทยในการพัฒนานวัตกรรมด้านการบริหารจัดการความมั่นคงผ่านแดนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ภายในงานดังกล่าว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘ความท้าทายด้านความมั่นคงในโลกยุคใหม่ เทคโนโลยีและความร่วมมือระหว่างประเทศ’ ตอนหนึ่งว่า จุดที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของบริษัท โสมาภาฯ คือ เหตุการณ์ 9/11 ในสมัย จอร์จ บุช เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งมีเครื่องบินขับชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ สหรัฐฯจึงขอให้ทุกประเทศทำระบบ Reach Passenger Records (API) และประเทศไทยก็ขานรับ
“หลังจากนั้น บริษัท โสมาภาฯ ก็เริ่มพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และมาเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งในตอนนั้นถือว่า เรื่องการต้องการทราบรายชื่อผู้โดยสารเครื่องบินก่อนที่เดินทางไปไหนนั้น เป็นกุญแจสำคัญที่จะคัดกรองพวกผู้ก่อการร้ายทั้งหลายทั่วโลก และเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทฯ จากนั้นบริษัทฯก็ขยายเติบโต มีวอลุ่มใหญ่ขึ้น” นายทักษิณ กล่าว
นายทักษิณ กล่าวต่อว่า วันนี้ตนมีความเป็นห่วงในเรื่องภัยคุกคามที่จะมีต่อประเทศไทยในทุกมิติ เพราะโลกเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางนั้น หากเกิดขึ้นที่ประเทศไทยแล้ว ก็ต้องบอกว่าประเทศเรามีความไม่พร้อมสูงมาก อย่างสถานการณ์ที่เกิดบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อันนั้นเป็นลักษณะ conventional battle เป็นการรบในรูปแบบเก่าๆ แต่หากแปรเปลี่ยนเป็นการรบรูปแบบใหม่ๆ ก็จะน่ากลัวมากกว่า
“สิ่งที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดนโจมตีด้วยมิซไซล์ ด้วยโดรน ประมาณ 2,000 ลูกในเดือนแรก เขาสกัดกั้นได้เกือบหมด หลุดมาแค่ 80 ลูก แต่ถ้าเป็นบ้านเรา เราไม่ได้มีการเตรียมพร้อมอะไรไว้เลย ตรงนี้อันตรายมาก ฉะนั้น วันนี้เราต้องเริ่มเตรียมตัวกันได้แล้วว่า ความมั่นคงของเรา ภาคใต้ ชายแดนไทย-เขมร ด้านพม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการผลิตยาเสพติด เราจะทำอย่างไร เราต้องเตรียมการไว้อย่างจริงจัง
โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ๆ โดรน และ Anti-Drone เราต้องเตรียมแล้ว และโดรนต้องไม่ใช่โดรนแค่ลาดตระเวน โดรนพ่นปุ๋ยพ่นยาฆ่-าแมลง แต่ต้องเป็นโดรนกามิกาเซ่ เป็นโดรนที่ลาดตระเวนตรวจได้หมดว่า มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ผมเห็นตอนที่เราไล่ตามแป้ง นาโหนด บนเขา เราใช้ตำรวจหลายร้อยคน ซึ่งจริงๆแล้วเราสามารถใช้โดรนแค่ไม่กี่ตัว แต่ความไม่พร้อมของเรา เราไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับสงครามสมัยใหม่” นายทักษิณ กล่าว
นายทักษิณ กล่าวว่า อีกตัวที่กำลังมาแรง คือ หุ่นยนต์ วันนี้บริษัท Unitree Robotics ของจีน ส่งออกหุ่นยนต์ 70% ของโลก เช่น หุ่นยนต์ที่เป็นสุนัข หุ่นยนต์ที่ซื้อของได้ หุ่นยนต์ที่เป็นทหารยิvปืนได้ ซึ่งตรงนี้ประเทศไทยต้องเตรียมตัวในเรื่องเทคโนโลยีพวกนี้ ขณะเดียวกัน อยากให้มีการติดตามภัยคุกคามด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้ประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างแรง ไม่ใช่เช่นนั้นเศรษฐกิจเราพัง
“องค์กร ทุกบริษัท ทุกหน่วยงานก็ดี ปัจจุบันเป็นรูปแบบพีระมิด แต่ต่อไปไม่ใช่แล้ว จะเป็นพีระมิดสองอันซ้อนกันอยู่ หรือเรียกว่ารูปเพชร ต่อไปเด็กจบใหม่จะหางานทำยาก ต้องไปฝึกความชำนาญตั้งแต่เรียนหนังสือ ถ้าเป็นเด็กจบใหม่ ได้ปริญญาอย่างเดียว ไม่มีงานทำ เพราะเขาใช้ AI ทำแทนหมดแล้ว ตรงกลางขององค์กรจะเป็นพวกที่มีความชำนาญ และมีเข้าใจในแต่ละสาขา และมี AI ที่เรียกว่า Agentic AI เป็นเหมือนพนักงานที่เก่งๆคนหนึ่ง แล้วคัดกรองให้เราหมด ถ้าเราไม่ปรับตัว ก็จะเป็นภัยคุกคามต่ออาชีพคนไทย ต่อการทำงาน และการจ้างงานของคนไทย ผมคิดว่าในเรื่องเศรษฐกิจ ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้” นายทักษิณ กล่าว
นายทักษิณ กล่าวว่า อีกเรื่องที่เป็นห่วง คือ เรื่อง Cybersecurity วันก่อนมีข่าวว่า มีการแฮกข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย อันนั้นยังเป็นเรื่องที่ไม่ใหญ่นัก เพราะหากเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น เช่น มีการแฮกระบบส่งน้ำ ทำให้จ่ายน้ำไม่ได้ แฮกระบบส่งไฟฟ้าของเรา ทำให้จ่ายไฟไม่ได้ หรือระบบที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนไทยถูกรบกวน อันนี้จะเดือดร้อนกันไปหมด ดังนั้น เรื่อง Cybersecurity หรือความมั่นคงด้านระบบไซเบอร์ของเรายังไม่ค่อยดี จึงอยากให้ตื่นตัวในเรื่องนี้
นายทักษิณ กล่าวต่อว่า อีกเรื่อง ในโลกข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเจนฯเบต้า หรือเด็กที่เกิดในปี 2025 เป็นต้นไป มีการบอกว่าเด็กรุ่นนี้จะไม่มีปริญญา เขาจะไม่สนใจระบบการศึกษาแบบเป็นทางการ เขาจะเติบโตมาด้วยการเรียนรู้จาก AI จึงอยากถามว่าพ่อแม่ ผู้ปกครองว่า จะเลี้ยงดูคนเหล่านี้อย่างไร เพราะเขาไม่ต้องเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว ดังนั้น ทำอย่างไรจึงจะผลิตคนที่รักการเรียนรู้ เรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้มีความรู้ตลอดเวลา โดยเฉพาะผ่าน AI
“เราต้องคิดและเตรียมตัวว่า โลกข้างหน้าเป็นอย่างนี้ หรือคนปัจจุบันอีกอัน คือ คนที่เป็นเจน Z คือ คนที่เกิดก่อนปี 1997 คนเหล่านี้ โลกบอกว่า เขาจะเป็นคนที่สร้างจีดีพีให้กับประเทศไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเป็นจำนวนสูง คนอาจบ่นว่าเด็กเหล่านี้ คนเจน Z ไม่อดทน ทำงานก็อยากจะเปลี่ยนงานบ่อย แต่ความจริงแล้ว เจน Z เป็นเจนที่ชอบเป็นเถ้าแก่ ชอบเป็นผู้ประกอบการ จึงมักสร้างธุรกิจให้กับโลก วันนี้เราจะใช้คนเหล่านี้อย่างไร เราต้องคิดว่าเจน Z เราจะสนุกสนามอย่างเดียวไม่ได้ เราจะสร้างคนเจน Z ให้เป็นผู้ประกอบการได้อย่างไร” นายทักษิณกล่าว
นายทักษิณ กล่าวว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคิด คือ โลกกำลังมุ่งเข้าไปสู่เรื่อง Longevity หรือการทำให้อายุยืนนานขึ้นและอยู่อย่างมีคุณภาพมากขึ้น วันนี้ที่สหรัฐเขากำลังทำเรื่องการทำเซลล์ในตัวเราที่แก่ให้หนุ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้อายุคนเรายืนยาวถึง 125 ปี ส่วนที่จีนบอกว่าทำได้ถึงอายุ 150 ปี และที่มหาวิทยาลัยโอซากาที่ญี่ปุ่นบอกว่า มีแนวโน้มว่าคนในโลกนี้จะมีอายุได้ถึง 250 ปี นี่คือสิ่งที่ต้องคิดว่า หากเกิดขึ้นจริงจะทำอย่างไร จะอยู่อย่างไร บำนาญจะอย่างไร ที่อยู่อาศัยจะทำอย่างไร
อีกประเด็น คือ เรื่องการสื่อสาร วันนี้เราใช้โทรศัพท์มือถือ แต่อีกไม่นานข้างหน้า สัญญาณโทรศัพท์มือถือจะมาจากดาวเทียม วันนี้ starlink อยากเข้ามาเมืองไทย แต่บอกว่าถือหุ้น 100% ไม่ได้ เพราะกฎหมายไทยไม่รองรับ ส่วนยุโรปกำลังทำ และจีนกำลังไปไกล จีนจะใช้สัญญาณ 6G กับดาวเทียม ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้ไม่เกิดความปลอดภัยในการสื่อสาร จึงต้องตามให้ทัน และนี่คือสิ่งที่อยากฝากเตือนไว้
นายทักษิณ กล่าวว่า ในเรื่องภัยคุกคามด้านพลังงานก็เช่นกัน โลกวันนี้พยายามไปสู่พลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์ฯ เป็นลม เป็นความร้อนจากใต้พิภพ หรือพลังงานนิวเคลียร์ แต่ปรากฏว่าหลายประเทศมีการแข่งขัน แต่ของประเทศไทยมีการผูกขาดโดยรัฐ และไม่ยอมทำในเรื่องดิจิทัล ไม่ยอมทำ beautiful meter จึงทำให้เราไม่สามารถมีไฟฟ้าจากแหล่งต่างๆให้ประชาชนได้เลือกใช้
“จะต้องเตรียมการว่า ข้างหน้า ไฟฟ้าต้องถูกลง ถ้าไฟฟ้าไม่ถูก ก็ไม่มีใครมาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย ไฟฟ้าต้องถูกลง ไฟฟ้าต้องมีที่มาจากหลายแหล่ง” นายทักษิณ กล่าว
นายทักษิณ กล่าวอีกว่า วันนี้ประเทศไทยไม่มีความแข็งแกร่งในด้านเศรษฐกิจนัก วันนี้เศรษฐกิจเราอ่อนแอ เราปัญหาเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต้องรื้อกันครั้งใหญ่ เรามีปัญหาเรื่องระบบราชการ ดังนั้น วันนี้จึงอยากให้คิดว่า การทำงานร่วมกับพันธมิตรในต่างประเทศ ต้องคิดกันว่าเราจะวางยุทธศาสตร์อย่างไร ซึ่งในสมัยที่ตนอยู่ เราเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับประเทศมหาอำนาจทั้งหมด แต่เรากลับไม่มีการสานต่อ
“เรามาดูตัวเรานิดหนึ่ง วันนี้เราอยู่ในระบบที่เรียกว่า เศรษฐกิจทุนนิยม ผมเคยพูดตลอดเวลาว่า เศรษฐกิจทุนนิยม หัวใจมี 2 ข้อ คือ คำว่า belief ความไว้วางใจ ถ้าไม่มี belief ก็ไม่มีใครมาลงทุน และ belief ที่สำคัญ คือ Rule of Legislation หรือความเป็นนิติรัฐ นิติธรรม ถ้าเราไม่มี Rule of Legislation คนก็ไม่เชื่อถือประเทศเรา วันนี้ Rule of Legislation ของเราอ่อนแอมาก ซึ่ง อมาตยา เซน ที่เคยได้รางวัลโนเบลเคยพูดว่า Rule of Legislation ไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่มันไปถึงเศรษฐกิจ
วันนี้เราต้องมาคิดว่าเรื่อง Rule of Legislation ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เราอยากจะตัดสินอะไร อย่างไร ออกมาที่ว่า มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ซึ่งมันไม่มีหรอกในโลกนี้ Rule of Legislation มันไม่ใช่ เราจะต้องคิดว่าเราจะนำ Rule of Legislation กลับมา ทำให้ประเทศไทยเป็นที่น่าเชื่อถืออย่างไร และอีกคำว่า คือ คำว่า Self belief ความมั่นใจ คือ ต้องมั่นใจว่า เราต้องมีบุคลากรที่มีความพร้อมที่กับโลกใหม่หรือความรู้ใหม่
วันนี้เรื่องการศึกษาเรายังอ่อนแออยู่ คุณภาพของคนไทยเราในเรื่องการศึกษายังไม่ดีพอ เพราะเราไปมุ่งเอาปริญญามากกว่าความรู้ และเอาปริญญาด้านสังคมศาสตร์มากกว่าทางวิทยาศาสตร์ วันนี้จึงต้องเริ่มผลิตนักวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น ไม่อย่างนั้นก็ตามโลกไม่ทัน ส่วนระบบราชการ วันนี้เรามีข้าราชการ 3 ล้านคน จาก 2.2 ล้านคน ขึ้นไปเร็วมาก ตั้งแต่ปฏิวัติ เราเพิ่มข้าราชการเร็ว เพิ่มหน่วยงาน ให้อำนาจข้าราชการเยอะ
และต้องเข้าใจก่อนว่าการเพิ่มข้าราชการ รัฐไม่มีปัญญาเลี้ยงนะ รัฐเลี้ยงข้าราชการด้วยเงินน้อย แต่รัฐให้สถานะและอำนาจทางกฎหมายกับข้าราขการเยอะ ฉะนั้น เลยเป็นภาระประชาชนที่ต้องช่วยเลี้ยงดูข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็แล้วแต่ วันนี้ในเมื่อ AI เข้ามา ระบบราชการใหญ่ขนาดนี้ ความไม่มีประสิทธิภาพข้างหน้าจะทำอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะคุมอัตรากำลังคนภาครัฐ ทำอย่างไรถึงจะมี AI เข้ามาทำงานได้
วันนี้บริษัทที่สหรัฐฯ มูลค่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีพนักงาน 12 คน นอกนั้นเป็น AI หมด เขาใช้ Agentic AI สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นแล้ว แต่เรายังไม่ตื่นตัว ก็จะลำบาก เรื่องกฎหมาย วันนี้เรามีกฎหมายแสนฉบับ เยอะมาก จนไม่รู้ว่ามีกฎหมายอะไรบ้าง ถ้าเราจะจูงใจสภาฯ แทนที่จะออกกฎหมายใหม่ ให้เป็นยกเลิกกฎหมายเก่าได้หรือไม่ เพราะกฎหมายเยอะจริงๆ และเป็นอุปสรรค ทำให้การแก้ปัญหาของประเทศลำบากมาก” นายทักษิณ กล่าว
ด้าน นายนำโชค กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความมุ่งมั่น วิสัยทัศน์ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สามารถเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาส และผลักดันให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคง โดยจุดเริ่มต้นของโสมาภา ไอที เกิดจากความตั้งใจพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยเพื่อสนับสนุนภารกิจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะระบบบริหารจัดการการผ่านแดนและระบบตรวจคนเข้าเมือง
นายนำโชค กล่าวว่า แนวคิด “Breaking Thru the Worldwide” ไม่ได้หมายถึงเพียงการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ แต่หมายถึงการยกระดับมาตรฐานนวัตกรรมไทยให้ได้รับความเชื่อมั่นในระดับโลก ผ่านเทคโนโลยีที่มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และสามารถสร้างคุณค่าร่วมให้กับประเทศ ผู้คน และสังคม
ทั้งนี้ บริษัทเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี AI จากองค์ความรู้ด้านระบบบริหารจัดการชายแดนที่สั่งสมมากว่า 30 ปี โดยพัฒนาระบบ AI Threat Scoring เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ความเสี่ยงของบุคคลที่เดินทางเข้า-ออกประเทศ รวมถึง Utility InfoSurf เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ การบริหารทรัพยากร และรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่
“จุดแข็งสำคัญของบริษัทคือองค์ความรู้และประสบการณ์จากข้อมูลจริงจำนวนมาก โดยระบบ AI ของบริษัทสามารถเรียนรู้จากข้อมูลธุรกรรมในระดับพันล้านรายการ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่บริษัทสั่งสมมาตลอดระยะเวลา 30 ปี นอกจากนี้ ในโอกาสครบรอบ 30 ปี บริษัทได้ดำเนินโครงการ “30 ปี 30 ทุน” มอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียนพระดาบส เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและร่วมพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ พร้อมเดินหน้าสร้างนวัตกรรมที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี ความมั่นคง และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภูมิภาค” นายนำโชคกล่าว













