
สธ.เปิดผลตรวจสอบข้อมูลสุขภาพที่แสดงผลในหมอพร้อม พบส่วนใหญ่ข้อมูลคลาดเคลื่อนในบริการตรวจคัดกรอง ยันไม่มีบุคลากรคนใดมีเจตนาสร้างความเสียหาย ย้ำเป็นบันทึกกิจกรรม ไม่กระทบข้อมูลการเจ็บป่วยและสิทธิการทำประกัน
สำนักข่าวอิศรา . รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีข้อมูลผู้ป่วยใน “หมอพร้อม” ว่า แอปพลิเคชันหมอพร้อมมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนรับทราบสิทธิและการตรวจคัดกรองที่ควรได้รับ ซึ่งขอขอบคุณประชาชนที่เปิดใช้บริการหมอพร้อมและช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางการแพทย์ และขอยืนยันว่า ข้อมูลที่อยู่ในโรงพยาบาลมีความปลอดภัย ไม่มีการรั่วไหลหรือเคลื่อนย้ายออกไปในทางที่ผิด การดำเนินการเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับสากล ทั้งนี้ เชื่อว่าบุคลากรสาธารณสุขทุกคนปฏิบัติงานด้วยความตั้งใจดี ไม่มีใครมีเจตนาที่จะสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนในเรื่องของข้อมูล ซึ่งหากประชาชนพบข้อมูลตนเองไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งตรวจสอบผ่านแอปหมอพร้อม หรือแจ้งโดยตรงที่หน่วยบริการ กระทรวงจะเร่งตรวจสอบทุกกรณีอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
ด้าน ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากประชาชน ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2569 มีผู้แจ้งเข้ามา 7,164 คน รายการที่แจ้งให้ตรวจสอบทั้งสิ้น 18,052 รายการ มีสถานบริการที่เกี่ยวข้อง 2,439 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทงานคัดกรองและส่งเสริมสุขภาพ โดยเป็น รพ.สต. 40% โรงพยาบาลชุมชน 24% ศูนย์บริการสาธารณสุขท้องถิ่น 18.8% โรงพยาบาลทั่วไป 10.2% และโรงพยาบาลศูนย์ 6.6% ส่วนใหญ่เป็นรายการคำร้องทึ่เกี่ยวข้องกับการตรวจคัดกรอง การป้องกันโรค และการส่งเสริมสุขภาพ มากถึง 77% สำหรับคำร้องที่ตรวจสอบได้อย่างละเอียด เนื่องจากมีข้อมูลครบถ้วน จำนวน 16,346 รายการ ตรวจสอบเสร็จแล้ว 29.9% พบว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง 35.8% อาจมีความเกี่ยวข้องกับตัวชี้วัด 32.9% เป็นการบันทึกผิดพลาด 24.8% ส่วนความคลาดเคลื่อนที่อาจเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายมีเพียง 0.3% ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป ทั้งนี้ ข้อมูลการคัดกรอง ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค เป็นการบันทึกกิจกรรมเพื่อประเมินว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ ไม่ใช่ข้อมูลการเจ็บป่วย การลบและแก้ไขข้อมูลจะดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีเอกสารกำกับเพื่อให้รับทราบ จึงไม่ได้มีผลกระทบต่อเรื่องสุขภาพหรือสิทธิอื่น เช่น การทำประกัน เป็นต้น
นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำหรับแนวทางแก้ไขและปรับปรุงระบบบริการ มี 3 ส่วน คือ 1.แยกหมวดบริการให้ชัดเจน : แบ่งแยกระหว่างบริการส่งเสริมป้องกันโรค (PP) และการตรวจรักษาโรค เพื่อลดความสับสนในการแสดงผล 2.ยกระดับด้วย Digital ID : นำระบบ Health ID มาใช้กับประชาชนเพื่อยืนยันตัวตนก่อนและปรับปรุงระบบรับบริการ ลดความเสี่ยงการสวมสิทธิ และใช้ Provider ID สำหรับบุคลากรเพื่อระบุตัวตนผู้บันทึกข้อมูลและติดตามเส้นทางข้อมูลได้แม่นยำ และ 3.ปรับตัวชี้วัด มุ่งเน้นที่คุณค่าและความถูกต้องของข้อมูลมากกว่าปริมาณ เพื่อลดมูลเหตุจูงใจในการบันทึกข้อมูลที่ผิดเพี้ยน ซึ่งที่ผ่านมา มีการปรับลดตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทจริง โดยปีงบประมาณ 2569 นี้ เหลือเพียง 30 ตัวชี้วัดเท่านั้น เพื่อลดภาระการรายงานของบุคลากรในพื้นที่ ส่วนการรายงานผล จะใช้ข้อมูลจากระบบที่มีอยู่เป็นหลัก เพื่อลดการบันทึกข้อมูลซ้ำซ้อน ช่วยให้บุคลากรสามารถทุ่มเทเวลาให้กับงานบริการประชาชนได้อย่างเต็มที่
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช.จะดำเนินการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ในส่วนของการตรวจสอบที่พบว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่าย 0.3% โดยจะดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขและการดำเนินการกรณีตรวจสอบพบความไม่ถูกต้องในการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข พ.ศ. 2566 ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกิน 7 คน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ การสาธารณสุข กฎหมาย ผู้แทนองค์กรเอกชน หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมาพิจารณา นอกจากนี้ ในส่วนของตัวชี้วัด KPI จะมีการทำงานร่วมกันเพื่อปรับตัวชี้วัดให้สอดคล้องของตัวผลงานกับการเบิกจ่ายของ สปสช. เพื่อให้บุคลากรเกิดความมั่นใจด้วย













