
อนาคตพรรคประชาชาติ
การเมืองเพื่อความอยู่รอด หรือ ถูกกลืนหาย ?
แม้ในการแถลงข่าวร่วมจัดตั้งรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกุล ของสมาชิกพรรคประชาชาติ 4 คน จะไม่มี พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค
แต่ในมุมมองของนักวิชาการอย่าง รศ.สามารถ ทองเฝือ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
กลับเห็นว่า อาจเป็นปรากฎการณ์แค่ช่วงต้น ก่อนการฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาล เพราะภาพลักษณ์จากการร่วมรัฐบาลในชุดที่ผ่านมา ของ พันตำรวจเอกทวี ในฐานะ รมว.ยุติธรรม จากหลายกรณี
ก็อาจกลายเป็น “จุดอ่อนของรัฐบาลชุดใหม่” หากเปิดตัวมาตั้งแต่ต้น
แต่หลังจากนี้เชื่อว่า พันตำรวจเอกทวีก็จะกลับมามีบทบาทมากขึ้น เพราะ
“พันตำรวจเอก ทวี มีสายสัมพันธ์ อันแนบแน่นกับพรรคเพื่อไทย” ที่ร่วมรัฐบาลชุดใหม่นี้ด้วย
สาเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชาติกระโดดขึ้นขบวนรถไฟของรัฐบาลชุดนี้ เพราะอาจเป็นรถไฟขบวนสุดท้ายแล้ว หลังผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชาติรั้งเก้าอี้ ส.ส. แบบแบ่งเขตมาได้แค่ 4 ที่นั่งจากเดิมที่ครองที่นั่งมากที่สุดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ 7 ที่นั่ง
รอบนี้รั้งเก้าอี้ได้ในจังหวัดนราธิวาส 1 ที่นั่ง จาก นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ว่าที่ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 และจังหวัดยะลา 3 ที่นั่ง ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของตระกูล มะทา ที่มีนายซูการ์โน มะทา ว่าที่ ส.ส.ยะลา เขต 2 น้องชายของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นหัวหอกคนสำคัญ
ซึ่งในมุมมองของนักวิชาการ เห็นว่า การเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคเป็นภาวะจำยอม เพื่อความอยู่รอดทางการเมือง เพราะการเข้าร่วมรัฐบาลจะทำให้พรรคมีเกราะคุ้มกันทางการเมือง เข้าถึงทรัพยากร และกลไกภาครัฐได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับฝ่ายค้าน
แต่หากเป็นฝ่ายค้าน ก็จะยิ่งขาดอำนาจการต่อรอง และถูกโดดเดี่ยวจากงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่ อย่างไรก็ตามการเข้าร่วมครั้งนี้ ก็มีราคาที่ต้องจ่าย
“ในระยะยาวอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ ผมเข้าใจว่าพรรคตัดสินใจร่วมรัฐบาล เพื่อความอยู่รอดมากกว่า การรักษาจุดยืนของอุดมการณ์ที่ยึดมั่นการเมืองแบบอัตลักษณ์มาตลอด โดยเฉพาะการคัดค้านนโยบายกัญชาเสรีของพรรคภูมิใจไทย
รอบนี้จึงเป็นการ พลีชีพครั้งสุดท้าย หรือ ทางเลือกสุดท้ายของประชาชาติ ซึ่งต้องทำให้พิสูจน์ให้เห็นว่า การกระโดดเข้าร่วมรัฐบาลแล้วทำได้ดี แต่หากไม่สามารถแสดงบทบาทได้ชัด
ทั้งการแก้ปัญหาในพื้นที่ ตอบโจทย์ความคาดหวังของคนไม่ได้ ก็อาจทำให้ฐานเสียงถูกยึดเจาะเพิ่มขึ้น”
รศ.สามารถ กล่าว
อีกปัจจัยที่พรรคประชาชาติอาจต้องแลกในการร่วมรัฐบาล คือ การท้าทายกับวิกฤติศรัทธาของคนในพื้นที่ การรุกคืบเข้ามาของพรรคต่างๆอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่กวาดมาได้ 5 ที่นั่ง แม้บางคนจะเป็น ส.ส.เดิมของพรรคประชาชาติ ที่ย้ายพรรคมาสวมเสื้อสีน้ำเงินในการเลือกตั้งรอบนี้ก็ตาม
หรือ แม้แต่พรรคประชาชน ที่แม้จะไม่ได้ส.ส.แบบแบ่งเขต แต่คะแนนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อก็มีคะแนนสูง และในบางเขตก็ได้มาเป็นอันดับ 1 แทน พรรคประชาชาติที่ครองเสียงข้างมากมาโดยตลอด
“การไปร่วมรัฐบาลกับพรรคอื่นๆที่มีเสียงข้างมาก มีอำนาจต่อรองสูง สำหรับพรรคที่เล็กลงเรื่อยๆ สิ่งที่น่ากังวลคือ การถูกกลืนหาย หรือถูกพรรคใหญ่กลืน จนอาจนำไปสู่การยุบรวมได้ในอนาคต”
รศ.สามารถแสดงความคิดเห็น
และยังให้มุมมองต่ออนาคตการเมืองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กลายเป็นสนามที่ท้าทายมากที่สุดของพรรคการเมืองต่างๆที่จะมาปักธง
เพราะเมื่อวันหนึ่งที่ไม่มีเจ้าบ้านที่แท้จริง โอกาสของผู้ที่มาใหม่ก็ย่อมมีมากขึ้น แต่ความยึดโยงของคนในพื้นที่ต่ออัตลักษณ์ ศาสนา และความเชื่อ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย
และแนวทางแก้ปัญหาก็ยังเป็นข้อเสนอ และทางเลือกที่อยู่ในการเฝ้ามองของคนในพื้นที่
ติชิลา พุทธสาระพันธ์ เรียบเรียง
ข่าวใต้แลได้ที่เรา ThaiPBS
( RSS) 2026-02-26 07:08:00———ข่าวอัพเดทจาก : เฟซบุ๊ค Thai PBS ศูนย์ข่าวภาคใต้ ———www.ด่วน.com อัพเดท ข่าวด่วน ข่าวร้อนประเด็นดังทุกภาคทั่วไทย












