ฝาแฝดดิจิทัลคืออะไร สิ่งนี้จะทำให้คุณกลายเป็น “สุดยอดแรงงาน” ได้หรือไม่ ?

ที่มาของภาพ : Getty Images

ฝ่ายไหนจะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากฝาแฝดดิจิทัล พนักงานหรือบริษัท?
    • Writer, แมรีลู คอสตา
    • Role, ผู้สื่อข่าวเทคโนโลยี
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

“ดิจิทัล ริชาร์ด” (Digital Richard) คือฝาแฝดเอไอที่ริชาร์ด สเกลเล็ตต์ ใช้เวลาสามปีในการสร้างมันขึ้นมา มันถูกจำกัดบริเวณอยู่เพียงแค่ในกรอบของหน้าจอ และดูจะเป็นเพียงภาพสองมิติเสียส่วนใหญ่ แต่ดิจิทัล ริชาร์ดไม่ใช่แช็ตบอททั่วไป

ดิจิทัล ริชาร์ดรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่สเกลเล็ตต์รู้ เขาถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นแบบจำลองภาษาขนาดเล็กที่ใช้แช็ตจีพีที (ChatGPT) สรุปการประชุม, การโทรศัพท์, เอกสาร, ไฟล์นำเสนอ และเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมดของเขา จากนั้นมันก็ถูกขัดเกลาให้มีวิธีคิดและวิธีแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เป็นแบบเดียวกับสเกลเล็ตต์

ผลลัพธ์ที่ได้คือหน้าต่างที่เน้นสื่อสารข้อความซึ่งสเกลเล็ตต์สามารถขอคำปรึกษา ช่วยให้เขาตัดสินใจทางธุรกิจและช่วยในการนำเสนอลูกค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเนื้องานในฐานะหัวหน้านักวิเคราะห์ด้านการวิจัยและออกแบบ แห่งบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี “บลอร์ รีเสิร์ช” (Bloor Research)

ดิจิทัล ริชาร์ดยังช่วยสเกลเล็ตต์จัดการชีวิตส่วนตัวด้วยแถบที่ระบุว่า “ครอบครัว” และ “แอดมิน” ซึ่งเพื่อนร่วมงานของเขาก็สามารถเข้าถึงดิจิทัล ริชาร์ดเพื่อสอบถามเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจได้เช่นกัน

ตั้งแต่นั้นมา ดิจิทัล ริชาร์ดก็ทำหน้าที่เป็นพิมพ์เขียวในการสร้างฝาแฝดดิจิทัลสำหรับทีมงานที่แข็งแกร่งของบลอร์ รีเสิร์ช จำนวน 50 คน ที่ประจำอยู่ทั่วทั้งสหราชอาณาจักร, ยุโรป, สหรัฐอเมริกา และอินเดีย

ยกตัวอย่างเช่น นักวิเคราะห์ที่กำลังวางแผนจะเกษียณอายุ สามารถทำได้แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยใช้ฝาแฝดดิจิทัลของเขาเข้ามารับภาระงานแทนในบางส่วน

นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถใช้ประโยชน์จากฝาแฝดดิจิทัลของสมาชิกฝ่ายการตลาดได้เมื่อพวกเขาลาคลอด แทนที่จะต้องจ้างคนมาทดแทนชั่วคราว

โครงการดิจิทัล มี หรือ “Digital Me” (แปลได้ว่า “ร่างดิจิทัลของฉัน”) ตามชื่อที่บลอร์ รีเสิร์ชเรียก กำลังถูกเสนอเป็นบรรทัดฐานให้กับใครก็ตามที่ต้องการจะทำเช่นนี้

Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and proceed finding outได้รับความนิยมสูงสุด

Cease of ได้รับความนิยมสูงสุด

มีบริษัทอื่นอีก 20 บริษัทที่ได้ทดลองเทคโนโลยีนี้แล้ว และมันกำลังจะถูกขับเคลื่อนให้แพร่หลายไปยังที่อื่น ๆ อีกในปลายปีนี้

“ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การมีโครงการดิจิทัล มีไม่ใช่แค่ทางเลือกหากคุณอยากจะปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่มันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิธีการทำงานของคุณ” สเกลเล็ตต์กล่าว

การ์ตเนอร์ บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านเทคโนโลยี ก็เห็นพ้องกับสเกลเล็ตต์ โดยคาดการณ์ว่าแบบจำลองดิจิทัลของพนักงานที่มีความรู้จะกลายเป็นกระแสหลักในปีนี้ ตามแนวโน้มการฝึกเอไอให้เลียนแบบสไตล์และน้ำเสียงของศิลปินผู้บันทึกเสียง

แนวโน้มหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะทำให้คนหันมาสนใจมากขึ้น คือการที่มีรายงานว่าเมตา (Meta) กำลังสร้างร่างเอไอของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท

ที่มาของภาพ : Andy Barnes

ริชาร์ด สเกลเล็ตต์ มีร่างดิจิทัลของตัวเอง

มันอาจฟังดูเหมือนเป็นสถานการณ์ในฝันสำหรับบริษัทต่าง ๆ ที่พร้อมจะรับกำไรจากการเพิ่มผลงานของพนักงานได้ด้วยฝาแฝดดิจิทัล แต่ตอนนี้ยังคงมีคำถามมากมายที่ต้องตอบ

ใครจะเป็นเจ้าของฝาแฝดดิจิทัลแบบเอไอ ผู้ว่าจ้างหรือพนักงาน คนที่ใช้มันควรจะต้องได้รับค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ เมื่อพวกเขาสามารถทำงานได้มากขึ้น ใครควรสามารถเข้าถึงฝาแฝดดิจิทัลของใครสักคนได้ และใครจะต้องรับผิดชอบหากฝาแฝดดิจิทัลทำผิดพลาด?

“มันอาจจะมีประโยชน์อย่างแน่นอนเลยล่ะ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับการกำกับดูแลที่ถูกต้องด้วย ทิศทางของการให้มีเวลาว่างอย่างถูกต้อง การกำหนดความเป็นเจ้าของฝาแฝดดิจิทัลนี้อย่างถูกต้อง และทำให้แน่ใจว่าชื่อของฉัน ภาพลักษณ์ของฉัน และความคล้ายคลึงกันนี้จะยังคงเป็นของฉัน แม้ว่าบริษัทจะได้รับประโยชน์จากมัน” เคลิน โลว์มาสเตอร์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านแนวปฏิบัติในทางทรัพยากรบุคคลของการ์ตเนอร์ ซึ่งมุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของเอไอที่มีต่องานและพนักงาน ระบุ

“ฉันคิดว่าเราอาจจะได้เห็นด้านลบก่อนที่เราจะได้เห็นด้านบวก”

สเกลเล็ตต์ บอกว่า จุดยืนของบลอร์ รีเสิร์ช เกี่ยวกับความเป็นเจ้าของและการจ่ายเงินนั้น “ชัดเจนมาก” บุคคลควรเป็นเจ้าของฝาแฝดดิจิทัลของพวกเขาเองเพื่อที่พวกเขาจะได้รับประโยชน์จากคุณค่าใด ๆ ก็ตามที่มันสร้างขึ้น และบริษัทต่าง ๆ ควรจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงมัน

กรณีของบลอร์ พนักงานของบริษัทได้รับการจ่ายเงินตามผลลัพธ์ที่พวกเขาสร้างขึ้นได้ มากกว่าช่วงเวลาที่พวกเขาใช้ไปกับการทำงาน ดังนั้นพวกเขาสามารถทำเงินได้มากกว่า เมื่อฝาแฝดดิจิทัลทำให้พวกเขาสร้างผลลัพธ์มากขึ้นได้

“นั่นคือสาเหตุที่ทำให้การจ่ายค่าตอบแทนในตอนนี้สะท้อนผลลัพธ์ ผลกระทบทางธุรกิจที่วัดผลได้ และการสร้างสรรค์ที่มีมูลค่า แทนที่จะเป็นแค่เงินเดือนบวกโบนัสธรรมดา เอไอเปลี่ยนการใช้เวลาและความรวดเร็ว ดังนั้นการจ่ายเงินด้วยอัตรารายชั่วโมงจึงแทบไม่เหลืออนาคตแล้ว” สเกลเล็ตต์กล่าว

ที่มาของภาพ : Josh Bersin Firm

จอช เบอร์ซิน ระบุว่า ฝาแฝดดิจิทัลทำให้พนักงานของเขาทำงานอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น

จอช เบอร์ซิน คือผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท เดอะ จอช เบอร์ซิน (The Josh Bersin) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาสำหรับผู้นำด้านทรัพยากรบุคคล เบอร์ซินเริ่มสร้างฝาแฝดดิจิทัลของตัวเขาเองและของพนักงานประมาณ 50 คน เมื่อราวหนึ่งปีที่แล้ว โดยอาศัยเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยวิเวน (Viven) บริษัทสตาร์ทอัพที่มีฐานอยู่ในเมืองซานฟรานซิสโก

การจะตรวจสอบสถานะของโครงการใดโครงการหนึ่ง หรือบัญชีลูกค้าบัญชีใดบัญชีหนึ่งโดยเฉพาะ สามารถทำได้ผ่านการถามคำถามสั้น ๆ ไปยังฝาแฝดดิจิทัลของผู้ที่เกี่ยวข้องแทนที่การประชุม การโทรศัพท์ หรืออีเมล

เบอร์ซินได้บัญญัติศัพท์ขึ้นใหม่ว่า “สุดยอดแรงงาน” (superworker) จากการที่เอไอได้ขยายขอบเขตสิ่งที่คน ๆ หนึ่งสามารถทำสำเร็จได้ในการทำงาน

“คนเราไม่มีพลังงานที่จะประชุมต่ออีกสักวงหรือพูดคุยกับเรื่องโน้นเรื่องนี้หรอกนะ แต่คุณสามารถปลุกฝาแฝดดิจิทัลในตอนกลางดึกและคุยกับมันเป็นชั่วโมงได้ มันไม่แคร์หรอก มันมีมูลค่าอย่างน่ามหัศจรรย์เลย” เบอร์ซิน ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองโอคแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ระบุ

ในขณะที่บริษัทกำลังเติบโตราว 30% ต่อปี เบอร์ซินต้องจ้างพนักงานใหม่เพียงแค่สองคนต่อปีเท่านั้น เพราะฝาแฝดดิจิทัลของพนักงานทำให้พวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล และด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถเพิ่มจำนวนเงินที่มอบเป็นโบนัสให้กับพนักงานในแต่ละปีได้ด้วย

“มูลค่าทางเศรษฐกิจของแต่ละคนเพิ่มมากขึ้น หากคุณเป็นส่วนหนึ่งด้านดิจิทัลที่มีมูลค่าต่อบริษัท ทำไมบริษัทจะไม่จ่ายคุณมากขึ้นล่ะ?” เบอร์ซินกล่าว

ทว่าเขากับสเกลเล็ตต์มีมุมมองที่ต่างกันในเรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของ

“ผมค่อนข้างมั่นใจว่าวิธีการทำงานของสัญญาจ้างงานในหลายประเทศ คือ ทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP (Intellectual property) หรือ ข้อมูลที่คุณสร้างสรรค์ขึ้นมา นับเป็นทรัพย์สินของธุรกิจ ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของคุณ” เบอร์ซินกล่าว

“แต่หากคุณคิดถึงเรื่องนี้อย่างเป็นเหตุเป็นผล หากใครสักคนออกจากบริษัทไป ฝาแฝดของพวกเขาจะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา เพราะสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอและพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนตามไปด้วย ดังนั้นหลังผ่านช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าฝาแฝดจะยังมีประโยชน์ขนาดนั้นหรือเปล่า”

ที่มาของภาพ : Bellevue Law

อันจาลี มาลิก กล่าวว่า ฝาแฝดเอไอ จุดประเด็นคำถามที่ “เป็นหัวใจของ” การจ้างงาน

บรรดาทนายความยังไม่เห็นพ้องต้องกันเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งในแง่กฎหมายว่าด้วยการจ้างงานควรปรับปรุงไปอย่างไรเพื่อให้ฝาแฝดดิจิทัลผ่านการกำกับดูแลที่มีความต่อเนื่อง

“ช่วงเวลาที่เครื่องมือเอไอถูกฝึกฝนผ่านอีเมล การประชุม และผลผลิตในการทำงานของใครบางคน คุณกำลังจัดการกับประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นหัวใจของความสัมพันธ์ในการจ้างงาน ทั้งความยินยอม การควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ประสิทธิภาพการทำงาน การทดแทนแรงงาน และอะไรจะเกิดขึ้นหากใครสักคนออกจากบริษัท” อันจาลี มาลิก จากบริษัทกฎหมายเบลล์วิว ลอว์ (Bellevue Law) ซึ่งเชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานและข้อพิพาททางการค้า ระบุ

ด้านโคลอี เธมิสโตคลีอัส หุ้นส่วนด้านกฎหมายการจ้างงาน จากบริษัทเอเวอร์เชดส์ ซูเธอร์แลนด์ (Eversheds Sutherland) เชื่อว่า “คำแนะนำทางกฎหมายที่ชัดเจน” จะเป็นสิ่งสำคัญ ไม่เช่นนั้นผู้ว่าจ้างและพนักงานจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางกฎหมายจากการใช้ฝาแฝดดิจิทัล

“มีการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายกับกฎหมายการจ้างงานในตอนนี้ แต่ยังไม่มีแนวโน้มที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับเอไอในเร็ว ๆ นี้ และในระหว่างนี้ศาลแรงงานน่าจะต้องรับมือกับเรื่องนี้ไป” เธอกล่าวสรุป

ฌอง ปิแอร์ ฟาน ซิล หุ้นส่วนและหัวหน้าฝ่ายจ้างงาน จากบริษัทสแควร์ วัน ลอว์ (Square One Law) เห็นพ้องว่าศาลจะมีบทบาทมากในการสร้างบรรทัดฐาน

“มีแนวโน้มที่จะมีการพัฒนากฎหมายขึ้น หากในอนาคตมีกรณีที่พนักงานถูกลงโทษทางวินัยหรือถูกเลิกจ้างจากสิ่งที่ฝาแฝดเอไอของพวกเขาทำ ศาลจะถูกร้องขอให้ตัดสินว่าสิ่งที่ผู้ว่าจ้างทำนั้นเป็นธรรมหรือไม่” เขากล่าว

Skip screech and proceed finding out

Cease of screech